First ไดอารี(ที่)รัก

First ไดอารี(ที่)รัก

เมอร์รี่เมล

5.0
ความคิดเห็น
65
ชม
14
บท

"เอาแบบนี้นะ ถ้าตัวเล็กหยุดร้อง พี่สัญญาว่าครั้งหน้าถ้าเราได้เจอกัน หากหนูเจ็บหรือเสียใจพี่จะคอยอยู่ข้าง ๆ จนกว่าจะหายดี จากนั้นเราสองคนค่อยไปหาของอร่อยกินกัน ดีมั้ย^^" "ดีค่ะ พี่สัญญากับหนูแล้วนะ ห้ามผิดคำพูดนะคะ" "อื้ม สัญญาครับ" เราทั้งคู่เกี่ยวก้อยทำสัญญาด้วยรอยยิ้ม แต่คนให้คำมั่นหายไปไม่หวนกลับ นั่นเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่เราได้เจอกัน เขาจะลืมฉันไปหรือยัง? เขาจะจำคำสัญญาของเราได้หรือเปล่า? เขาจะรู้บ้างไหมความอบอุ่นที่เขามอบให้ มันหยั่งลึกฝั่งแน่นในความทรงจำของเด็กคนนี้ ฉันยังหวัง... หวังว่าสักวัน เราจะได้พบกันอีกสักครั้ง

บทที่ 1 Diary 1: จุดเริ่มต้น

"คุณยังจำความรู้สึกใจเต้นแรง ตอนมองใครบางคนได้ไหม?"

"คุณเชื่อในเรื่องโชคชะตา ฟ้าลิขิตหรือเปล่า?"

"ส่วนฉันจำมันได้ดี และเชื่อมั่นจึงเฝ้ารอ"

"ให้ความรู้สึกนั้น เกิดขึ้นอีกครั้ง"

ท่ามกลางอากาศปลอดโปร่งโล่งสบายของช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ชูช่อผลิดอกออกใบงดงาม สายลมของช่วงตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้าให้ความรู้สึกสดชื่นผ่อนคลายยามพัดผ่านผิวกาย แต่นั่นกลับไม่ช่วยให้ความร้อนรนภายในใจ ลดน้อยลงได้เลย...

“พี่ชา! รอด้วย~” หนูร้องเรียกพี่ชายเสียงดัง ขณะกำลังปั่นจักรยานสีหวาน ไล่ตามเขาอยู่บนถนนของสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่ติดกับทะเล

คนถูกเรียกหันมายิ้มเยาะเมื่อเห็นว่าไม่สามารถตามเขาทัน นั่นทำให้ควันแทบออกหู เร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นด้วยกำลังทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน มันกลับเหมือนยิ่งไกลออกไปทุกที

ให้ตายสิ! ไม่คิดรอกันเลยสินะ

บางทีก็รู้สึกขัดใจกับขาสั้น ๆ ของตัวเองเหมือนกัน ทั้งที่พี่ชายขายาวขนาดนั้น แต่ตัวเองกลับมีเพียงเท่านี้

พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรม!

ตอนนี้พวกเราอยู่ในประเทศหนึ่งของแถบซีกโลกเหนือ ครอบครัวเราเดินทางมาถึงเมืองนี้ร่วมสองอาทิตย์แล้ว แม้จะเดินทางระหว่างประเทศบ่อยครั้ง แต่สถานที่นี้หนูเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก

เราไม่ได้มาเที่ยว แดดดี้บอกว่ามาเพื่อเจรจาธุรกิจกับพาร์ทเนอร์ หนูไม่รู้หรอกนะว่าธุรกิจที่ว่าคืออะไร แต่มันคงจะสำคัญมาก เพราะตั้งแต่มาถึงท่านทั้งสองก็ยุ่งหัวหมุน จนไม่มีเวลาพาเราสองพี่น้องออกไปไหน หนูจึงต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่ชายขี้แกล้งกันสองคน เหมือนอย่างในตอนนี้

ไม่ยอมแพ้คนแบบนั้นหรอก!

หนูตั้งหน้าตั้งตาออกแรงผ่านขาเล็ก ๆ ทั้งสองข้าง ความสนใจทั้งหมดถูกทุ่มให้คนตัวสูงที่เห็นหลังอยู่ไกล ๆ แต่สิ่งไม่คาดฝันดันเกิดขึ้น

“กรี๊ดดด” ดวงตาเบิกกว้าง กรีดร้องออกมาสุดเสียง มือกำเบรกแน่นด้วยความตระหนก ความเร็วทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ตามตั้งใจ

โครม!

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งคนทั้งรถแหกโค้งพุ่งลงบนพื้นหญ้าสีเขียวข้างทาง ความแรงทำให้ร่างกลิ้งไถลออกจากตัวรถมาไกลพอควร

หนูพยายามตั้งสติดันตัวลุกขึ้นนั่ง

“ฮึก แง~” พยายามจะไม่ร้องแล้วนะ แต่ความเจ็บที่ได้รับทำให้ไม่สามารถห้ามตัวเองได้ เสียงร้องนั้นดังจนคนมากมายที่อยู่รายล้อมหันมามองด้วยความตกอกตกใจ มีคนมองแต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยสักคน

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าหนักวิ่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า นั่นทำให้หนูต้องแหงนหน้าขึ้นมองว่าเป็นใคร แต่เมื่อได้คำตอบยิ่งทำให้ต้องเบะปากคว่ำมากกว่าเดิม

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไปทำอีท่าไหนสภาพถึงเป็นแบบนี้ โคตรตลกเลยว่ะพริก”นึกว่าจะรีบเข้ามาช่วย ที่ไหนได้ ‘พี่ชานนท์’ กลับหยิบเศษดินเศษหญ้าจากเส้นผมขึ้นมาทำหน้าตาล้อเลียน แถมหัวเราะอย่างสะใจจนต้องยกมือขึ้นกุมหน้าท้อง ทั้งที่อายุห่างกันตั้งหลายปี แต่คนเป็นพี่กลับไม่เคยอ่อนโยนกับน้องคนนี้เลย!

หนูเลิกให้ค่าคนตรงหน้า หันมากวาดสายตาสำรวจร่องรอยบนร่างกาย “แสบจังเลย เจ็บด้วย” ไม่มีเลือดไหลก็จริง แต่บนหัวเข่าและข้อศอกด้านซ้าย มีรอยถลอกขนาดใหญ่นั่นทำให้รู้สึกเป็นกังวล มันจะมีแผลเป็นไหม? จะหมดสวยหรือเปล่า? แล้วจะเป็นนางแบบได้อยู่หรือไม่?

หนูได้แต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาภายในหัว

“ฮือ~” ไม่ว่าจะคิดมากแค่ไหนก็ไร้คำตอบ ทำให้น้ำตาที่เกือบเหือดแห้งไหลอาบแก้มอีกครั้ง

บ้าชะมัด เพราะไอ้พี่บ้าคนเดียวเลย!

ตึก ตึก ตึก

มีเสียงฝีเท้าวิ่งใกล้เข้ามาอีกครั้ง แต่รอบนี้มาจากทางด้านหลัง หนูยกมือปาดน้ำตาทิ้ง หันกลับไปมองตามทิศทางของเสียง คนที่วิ่งตรงเข้ามาหาเป็นผู้ชายท่าทางใจดี เขามีสีผมดำสนิท ผิวเข้มกว่าหนูเล็กน้อยแต่ทว่าสูงกว่ามาก

เขาวิ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างกาย แล้วคุกเข่าลงข้าง ๆ

เราไม่รู้จักกัน แต่การกระทำคนมาใหม่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก สายตา ‘เขา’ ดูเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าพี่ชายในไส้ของหนูเองเสียอีก

“เจ็บมากมั้ยตัวเล็ก” คำพูดของเขาทำเอารู้สึกอุ่นวาบไปทั่วอก หนูสบตาเจ้าของเสียงอ่อนโยนโดยไร้การตอบกลับ

พี่ชายใจดีเปลี่ยนเป็นนั่งลงเต็มตัว “ไหนดูหน่อยสิ” เขายกขาเปรอะเปื้อนขึ้นพาดบนตักอย่างไม่รังเกียจ

อายจังเลย วันนี้ใส่กระโปรงมาด้วยสิ

“แสบมากมั้ย” พี่เขาละสายตาจากบาดแผล มาจ้องหน้าหาคำตอบด้วยรอยยิ้ม

“...” หนูไม่พูดได้แต่พยักหน้า

พี่ชายหน้าหล่อแถมใจดี หยิบผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มออกมาจากกระเป๋ากางเกง เทน้ำจากขวดในมือใส่จนเปียกชุ่มแล้วบิดจนหมาด

“ทนหน่อยนะ แค่แป๊บเดียว” เขาบรรจงเช็ดบริเวณหัวเข่าและข้อศอกให้อย่างเบามือจนสะอาด หยิบปลาสเตอร์ยาลายการ์ตูนที่ไม่รู้มาจากไหนแปะให้อย่างดี

“เสร็จแล้ว^^” รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า ทำให้ไม่สามารถละสายตาไปมองอะไรได้อีกนอกจากเขา เหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งจนเผลอกลั้นลมหายใจ มือกำชายกระโปรงแน่นด้วยความประหม่า

มันช่างสว่างไสวเหมือนมีสปอร์ตไลท์ฉายใส่หน้า

“ไม่เจ็บนะเดี๋ยวก็หาย เพี้ยง” เขาเป่าลมใส่ร่องรอยแผลที่ปกปิดไว้เรียบร้อยแล้ว ลมอุ่น ๆ ทำให้ผิวกายรู้สึกร้อนวูบวาบ และลมนั่นมันคงจะแรงมากไปหน่อย เพราะความร้อนมันลามขึ้นมาถึงใบหน้าเชียวล่ะ

“หนูจะเป็นแผลเป็นมั้ยคะ?” หนูกัดปากช้อนสายตาเอ่อน้ำขึ้นมอง กลั้นใจถามสิ่งค้างคาใจเสียงสั่น น้ำตาพานจะไหลทุกครั้งเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

คนตรงหน้าส่งยิ้มจางๆ ยกมือขึ้นวางบนศีรษะที่ถูกถักเปียไว้สองข้างแล้วลูบเบา ๆ

รู้สึกดีจัง~

“ไม่เป็นหรอก แค่รอยถลอกเองไม่กี่วันก็หายเป็นปกติแล้วล่ะ”

“จริงเหรอคะ พี่ไม่ได้โกหกหนูใช่มั้ย?”

“จริงสิ พี่จะโกหกหนูทำไม”

“แล้วทำไมมันถึงเจ็บจังล่ะคะ ฮึก~” น้ำตาจะไหลอีกแล้ว

“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะ” พี่เขาพูดปลอบพร้อมเป่าลมร้อนลงมาอีกหลายครั้ง มือยังวางที่เดิมไม่ได้ขยับหนีไปไหน

หนูรู้สึกดีมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมยิ่งพี่เขาทำแบบนี้ มันกลับอยากร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม สงสัยที่พี่ชานนท์ชอบล้อว่าขี้แยคงจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้วสิ

“เอาแบบนี้นะ ถ้าตัวเล็กหยุดร้อง พี่สัญญาว่าครั้งหน้าถ้าเราได้เจอกัน หากหนูเจ็บหรือเสียใจพี่จะคอยอยู่ข้าง ๆ จนกว่าจะหายดี จากนั้นเราสองคนค่อยไปหาของอร่อยกินกัน ดีมั้ย^^”

“ดีค่ะ พี่สัญญากับหนูแล้วนะ ห้ามผิดคำพูดนะคะ” ตอนนี้ชักอยากได้พี่เขามาอยู่ด้วย แทนคนที่เอาแต่ยืนมองด้วยสายตาประหลาดเสียแล้วสิ

“อื้ม สัญญาครับ” เราสองคนเกี่ยวก้อยทำสัญญา ส่งยิ้มหวานจนตาหยีให้กันและกัน

“แต่ตอนนี้หนูก็เจ็บนะคะ”

“ฮ่า~ พี่ก็อยู่ข้าง ๆ นี่ไงครับ” เสียงหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามผิดจังหวะ มันแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากอกจนต้องยกมือขึ้นมากุม

ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน...

“พอ! แยก ๆ มึงอย่ามาโปรยเสน่ห์ใส่น้องกู น้องกูเพิ่งจะเก้าขวบ”

พี่ชานนท์คนใจดำเดินมาแยกพวกเราออกจากกันแต่เมื่อกี้เขาเรียกพี่ชายใจดีว่ามึงเหรอ? ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันใช่มั้ย? ถ้าเป็นอย่างนั้นปีนี้พี่เขาก็อายุสิบเจ็ดแล้วน่ะสิ

ว้าว~ ถึงว่าทำไมตัวสูงจัง

“โปรยเสน่ห์ห่าอะไรของมึง กูมาช่วย! ไม่เห็นเหรอว่าน้องบาดเจ็บ แทนที่มึงจะรีบเข้ามาดู กลับเอาแต่ยืนมองแล้วหัวเราะ มีน้องผู้หญิงแทนที่จะดูแลปกป้องให้ดี มีพี่แบบนี้กูว่าไม่มียังดีกว่า” คนฝั่งขวาพูดยาวเหยียด แม้น้ำเสียงติดไม่พอใจแต่กลับน่าฟังไม่เบื่อ หนูอยากให้พี่เขาพูดอีก และพูดอีก

“อยากได้?”

“ให้กูก็เอา บ้านกูอยากมีลูกสาวมึงก็รู้”

“ไม่ให้โว้ย!” พี่ชายใจดีจับข้อมือหนูดึงเข้าหาตัว พี่ชานนท์เองก็ไม่ยอมแพ้ดึงอีกฝั่งกลับด้วยสีหน้าบึ้งตึง

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปนะ ต่างกันซะขนาดนี้

“ถ้าไปอยู่กับมึงคงไร้ภูมิคุ้มกันตายห่า แค่ล้มบนหญ้าจะอะไรนักหนา โตมามีเรื่องให้เจ็บมากกว่านี้อีกเยอะ” ส่วนคนนี้หนูอยากให้หยุดพูดไปซะ! แต่ละคำน่าฟังที่ไหน

ขอเปลี่ยนพี่ชายตอนนี้เลยได้ไหม?

“แต่ตอนนี้ตัวเล็กยังเด็กเกินไป”

“ตัวเล็ก? น้องกูชื่อ ‘พริกแกง’ ไม่ใช่ตัวเล็กเรียกให้มันถูก”

“กูพอใจจะเรียกแบบนี้” เท่านั้นแหละทั้งสองเปิดศึกข้ามหัวหนูไปมา ทั้งเตี้ยทั้งขาสั้นเสียเปรียบชะมัด หัวเปียกหมดแล้วมั้งเถียงกันหนักขนาดนี้ เรื่องแค่นี้ไม่รู้จะเถียงกันทำไม โตไปต้องเป็นแบบนี้ไหมเนี่ย?

เถียงกันอยู่สักพักพี่ชานนท์เป็นฝ่ายยอมแพ้ขอแยกตัวออกไป เขายกโทรศัพท์กดหาใครสักคน ถ้าให้เดาก็คงจะเป็นแดดดี้หรือไม่ก็แม่ที่กำลังคุยงานอยู่ร้านอาหารไม่ห่างจากจุดนี้

วางสายไม่ถึงยี่สิบนาทีผู้ชายร่างใหญ่สวมชุดดำก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินตรงมาทางเราสามคนด้วยความเร่งรีบ

“น้าทอย” หนูวิ่งแจ้นไปหาคนหน้าดุ ทว่าสุดแสนจะใจดีที่เห็นมาตั้งแต่เกิด

“เป็นอะไรมากมั้ยครับคุณหนู” น้าทอยคุกเข่าลงตรงหน้า จับไหล่ทั้งสองข้างแล้วหมุนไปหมุนมาหลายรอบเพื่อสำรวจความเสียหาย เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรมากกว่าร่องรอยที่เห็น น้าทอยถึงยืนขึ้นแล้วหันไปคุยกับพี่ชานนท์อย่างนอบน้อม

“คุณชาครับ ผมพาคุณหนูกลับไปรอที่โรงแรมก่อนนะครับ”

“อืม” คนขี้เก๊กเต๊ะท่าตอบ

ช่างไม่น่ารักเอาเสียเลย น้าทอยอายุห่างกับเขาตั้งเกือบยี่สิบปี แต่พี่ชายตัวดีกลับตอบเสียงห้วนสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกอะไร

กับลูกน้องคนสนิทของพ่อยังทำเฉยชาขนาดนี้ กับคนอื่นไม่ต้องพูดถึง นอกจากหนูก็เพิ่งจะเห็นมีเพื่อนคนนี้นี่แหละที่พี่พูดคุยด้วยท่าทีสนิทสนม

น้าทอยก้มหัวให้ทั้งสองคนเล็กน้อย ก่อนจะจูงมือหนูเดินออกมา

จากมาเพียงไม่กี่ก้าว หนูนึกขึ้นได้ว่าลืมสิ่งสำคัญ จึงหันกลับไปหาคนทั้งสอง

แต่ไม่ทัน...

ทั้งคู่เดินห่างไปไกลแล้ว มัวแต่ตกใจจนลืมถามชื่อ และขอบคุณพี่ชายคนนั้นเลย จะไปถามพี่ชานนท์คนแบบเขาไม่มีทางบอกหรอก เฮ้อ...

พอถึงโรงแรม หนูรีบวิ่งเข้าห้องส่วนตัวเพื่อมาทำสิ่งสำคัญ

ไดอารี่เล่มใหม่เอี่ยมที่แวะซื้อระหว่างทางกลับถูกวางลงบนโต๊ะ ทุกเหตุการณ์ ทุกประโยคถูกบรรจงเขียนลงในสมุดเล่มหนาสีเดียวกับผ้าผืนนั้นอย่างละเอียด ด้วยความตั้งอกตั้งใจ

หนูเงยหน้าขึ้นมองวิวทิวทัศน์ยามท้องฟ้าทอสีส้มทอง ผ่านหน้าต่างบานใส ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงก้มลงเขียนต่อ

Puppy Love ของหนู

หนูจะไม่มีวันลืมเรื่องราวระหว่างเราเด็ดขาด ต่อไปนี้หนูจะเขียนเหตุการณ์ในชีวิตลงบันทึกทุก ๆ วัน จะเขียนไปจนกว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง หนูอยากให้พี่รู้ว่ากว่าเราจะเจอกัน ระหว่างทางมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

หรือถ้าหากไม่มีโอกาสนั้น หนูก็จะเขียนไปจนกว่าจะได้เจอคนที่เหมือนกับพี่ใจดีในวันนี้

****************************************************

หนูอยากแต่งงานกับผู้ชายที่เหมือนกับพี่ค่ะ >///<

Phikkaeng

29 มีนาคม 20XX

อ่านต่อ

หนังสืออื่นๆ ของ เมอร์รี่เมล

ข้อมูลเพิ่มเติม

หนังสือที่คุณอาจชอบ

สะดุดรัก...สามีบังเอิญ

สะดุดรัก...สามีบังเอิญ

รริศา
5.0

เมื่อชะตาเล่นตลกกับหัวใจที่บอบซ้ำของ “เพลินวาน” เธอต้องทิ้งความฝันหอบหิ้วหัวใจที่แตกร้าวบินถลากลับมาซบแผ่นดินเกิด และเขาก็ก้าวเข้ามาปั่นป่วนหัวใจจนเธอตั้งแต่ออกนอกประเทศ “ภูริช” ผู้ชายกวนประสาทสุดแสนจุ้นจ้านและลูกค้าสุดเรื่องมาก เพลินวานไม่คาดฝันว่าคนที่เธอเกลียดจะมาเป็นนายของเธอ แค่นั้นยังไม่พอ...โชคชะตายังเล่นตลกไม่จบสิ้น เมื่อเธอตื่นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงกับเขาในสภาพเปลือยเปล่า เขากลายเป็นสามีสุดบังเอิญของเธอชั่วข้ามคืน เรื่องราวอลวนปั่นป่วนเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ความแข็งแรงของหัวใจ จะต้านทานความปั่นป่วน ซาบซ่าน น่ารักน่าหยิก แต่ทว่าแฝงด้วยความอบอุ่นของเขาได้นานเท่าไหร่กัน “ถ้าคุณคิดว่าการแต่งงานจะทำให้ผมยอมคุณทุกอย่าง คุณคิดผิด” “หมายความว่ายังไง” เพลินวานเงยหน้าถามทันที “เมีย...เขาทำหน้าที่อะไรบ้างล่ะ”

วิวาห์อลวน แต่เธอร้าย จนเขาต้องยอม

วิวาห์อลวน แต่เธอร้าย จนเขาต้องยอม

Sienna Locke
5.0

กู้จือหลิงสูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้างเพื่อช่วยซ่งจิ่งชวน แต่กลับถูกทรยศอย่างไร้เยื่อใยในคืนก่อนวันแต่งงาน อีกฝ่ายยังใช้ประโยชน์จากการที่เธอตาบอด ส่งเธอไปให้ผู้สืบทอดตระกูลลู่ที่มีชื่อเสียงในเป่ยเฉิงเพื่อชดใช้หนี้สิน กู้จือหลิงที่ทุ่มเทความรักให้ผิดคน ในเมื่อผิดแล้วจึงตัดสินใจผิดแต่งงานเข้าตระกูลลู่เสียเลย มีข่าวลือว่าทายาทของตระกูลลู่มีชื่อเสียงที่ไม่ดี ไร้ความสามารถทำอะไรไม่สำเร็จ คนทั้งเมืองต่างเฝ้ารอดูความล้มเหลวของสาวตาบอดและลูกชายตระกูลลู่ที่ไร้ค่า แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สาวน้อยผู้น่าสงสารได้กลายเป็นนักปรุงน้ำหอมอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก เป็นแฮกเกอร์ระดับโลก เป็นนักซิ่งระดับเทพที่มีชื่อเสียง และเป็นหัวหน้าขององค์กรลับเพื่อสันติภาพ คนทั้งเมืองต่างตกตะลึง อดีตคู่หมั้นถึงกับช็อกจนพูดไม่ออก ครั้งหนึ่งด้วยความเมาเขาร้องไห้สำนึกผิดต่อหน้าสื่อ : "สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดในชีวิตนี้คือการปล่อยกู้จือหลิงให้หลุดมือไป นี่มันเป็นการยกของดีให้กับไอ้บ้าตระกูลลู่ชัด ๆ !"

ช่วยเลิกงี่เง่าสักที

ช่วยเลิกงี่เง่าสักที

Jade Winslow
5.0

แต่งงานมาแล้วสี่ปีแต่เพิ่งได้มีอะไรกับสามีไม่นาน เฉียวหนานซีก็ตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมา เธอดีอกดีใจคิดจะบอกข่าวดีแก่สามี แต่กลับพบว่า เขามีคนอื่นที่คอยอยู่ข้างๆ มานานแล้ว และหญิงสาวคนนั้นก็มีลูกของเขาด้วยเช่นกัน เพราะรักมาก เธอจึงยอมทนต่อทุกการละเลยของเขา พร้อมคืนที่ต้องอยู่คนเดียวในห้องที่ว่างเปล่า แต่เมื่อเขายอมให้แฟนเก่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต โดยไม่ปรานีและประกาศว่า "ซินฉือท้องลูกของตระกูลฟู่" เฉียวหนานซีจึงตื่นรู้ว่า รักที่มีมาสี่ปีนั้นกลับสูญเปล่า ในเมื่อเขาไม่ซื่อตรง เธอจึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์อีกต่อไป ในข้อตกลงการหย่า เฉียวหนานซีเน้นข้อความหนาว่า "สี่ปีของการแต่งงานที่ไร้เพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายไม่สามารถทำหน้าที่สามีได้" หลังจากนั้น เธอก็จากไปอย่างสง่างาม ทำวิจัย เปิดแกลเลอรี งานของเธอเจริญรุ่งเรือง และคนที่เคยแอบรักเธอก็มาปรากฏข้างๆ ฟู่จิงหวยมองผู้หญิงใต้แสงแฟลชที่แสงสว่างเจิดจ้าเต็มไปด้วยความอิจฉา จากนั้นก็กอดเธอในอ้อมกอดแล้วถามว่า "เฉียวหนานซี เธอลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นสามีของเธอ " เฉียวหนานซียิ้มเย้ยหยัน "ฉันโสด ไม่ต้องมายุ่ง"

บท
อ่านเลย
ดาวน์โหลดหนังสือ