/0/36068/coverbig.jpg?v=20260909115903&imageMogr2/format/webp)
ฉันทิ้งตัวตน ยอมเป็นแม่บ้านที่แสนเชื่องให้ตระกูลเกียรติชัยมาตลอดสามปี ควักสินเดิมก้อนโตช่วยอุ้มบริษัทของสามีจนรอดพ้นการล้มละลาย แต่วันครบรอบแต่งงาน ชานนกลับโยนหนังสือสัญญาหย่าใส่หน้าฉัน เขาบอกว่ารักแรกของเขากลับมาแล้วและกำลังท้อง เขาต้องให้สถานะที่ถูกต้องกับผู้หญิงคนนั้น เขาโยนเงินห้าล้านให้เป็นค่าเสียเวลา ซ้ำร้ายแม่สามีกับน้องสาวเขายังจัดฉากยัดสร้อยเพชรสิบล้านใส่กระเป๋าฉัน หวังแจ้งตำรวจจับฉันเข้าคุกเพื่อตอกฝาโลงให้ฉันไม่มีที่ยืนในสังคม ฉันมองดูคนพวกนี้ด้วยความสมเพช สามปีที่ฉันยอมซ่อนเขี้ยวเล็บเพื่อคำว่าครอบครัว มันช่างไร้ค่าสิ้นดี ฉันยอมทำตัวธรรมดาเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย แต่มันกลับทำให้พวกเขามองฉันเป็นแค่ผู้หญิงจนๆ ที่จะเหยียบย่ำยังไงก็ได้ ฉันหักข้อมือน้องสามี โยนสร้อยเพชรขยะนั่นทิ้งลงบ่อปลา แล้วเดินออกจากคฤหาสน์นรกนั่น คืนนั้นฉันลบประวัติแม่บ้านกระจอกๆ ทิ้ง และกลับคืนสู่ตัวตนที่แท้จริง ในงานหมั้นสุดอลังการของอดีตสามี เมื่อฉันก้าวขึ้นเวทีแล้วถอดหน้ากากเงินออกในฐานะ "หมอเทวดา S" ตำนานที่มหาเศรษฐีทั่วโลกต่างก้มหัวให้ ใบหน้าของชานนก็ซีดเผือดราวกับคนตาย นรกของพวกมัน... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
"กินข้าวเย็นก่อนสิคะพี่นนท์ วันนี้รุ่งทำต้มยำกุ้งน้ำข้นของโปรดพี่ด้วย"
รุ่งฤดีประคองชามกระเบื้องเคลือบใบใหญ่ลงวางตรงกลางโต๊ะอาหารอย่างระมัดระวัง ไอร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องต้มยำอบอวลไปทั่วห้องอาหารของคฤหาสน์เกียรติชัย บนโต๊ะไม้สักตัวยาวเต็มไปด้วยกับข้าวหรูหราห้าหกอย่าง และตรงมุมโต๊ะยังมีเค้กก้อนเล็กที่เขียนข้อความว่า "สุขสันต์วันครบรอบแต่งงาน 3 ปี" ตั้งอยู่อย่างเงียบงัน
เธอถอดผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ออก เผยให้เห็นชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีเรียบสะอาดตา ใบหน้าหวานไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มมีรอยยิ้มบาง ๆ ขณะหันไปมองชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาในบ้านด้วยความหวังที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ในแววตา
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอทำหน้าที่ภรรยาที่แสนเชื่อง ไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยออกงานสังคม ยอมเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บทั้งหมดไว้เบื้องหลังเพื่อคำว่าครอบครัว
ชานน เกียรติชัย ก้าวเข้ามาด้วยชุดสูทสากลเนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างประณีต ใบหน้าหล่อเหลาไร้ร่องรอยของความอบอุ่น เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองอาหารเต็มโต๊ะหรือเค้กที่เธอตั้งใจทำตั้งแต่ช่วงบ่าย
"ไม่ต้องจัดโต๊ะหรอก ฉันไม่ได้จะอยู่กินข้าว"
เสียงทุ้มต่ำนั้นเย็นชาเสียจนรุ่งฤดีรู้สึกชาวาบตั้งแต่ปลายนิ้วขึ้นมาจนถึงต้นแขน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งค้างลงทันที
"พี่นนท์ วันนี้วันครบรอบ..."
เพล้ง!
ชานนไม่รอให้เธอพูดจบ เขาชักซองเอกสารสีน้ำตาลหนาออกจากกระเป๋าหนัง แล้วเหวี่ยงมันลงบนโต๊ะอาหารอย่างไม่ใส่ใจ มุมซองเอกสารกระแทกเข้ากับแก้วน้ำคริสตัลจนมันกลิ้งตกกระทบพื้นหินอ่อน แตกกระจายละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
รุ่งฤดีสะดุ้งตัวโยน หัวใจหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม สายตาของเธอเลื่อนจากเศษแก้วบนพื้นขึ้นไปมองเอกสารที่เลื่อนมาหยุดตรงหน้า
หน้าปกสีขาวประทับตราตัวอักษรสีดำชัดเจนจนทิ่มแทงลูกตา
"หนังสือสัญญาหย่า"
สมองของเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดติดอยู่ในลำคอจนรู้สึกแน่นหน้าอก สองมือที่วางอยู่ข้างตัวกำแน่นเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ เธอต้องยื่นมือไปจับขอบโต๊ะอาหารเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มพับลงไปกับพื้น
"เซ็นซะ" ชานนเอ่ยปาก น้ำเสียงราบเรียบไร้ความลังเล "ฉันไม่มีเวลามาเล่นละครกับเธอแล้ว บ้านหลังนี้ฉันยกให้ พร้อมเงินสดในบัญชีอีกห้าล้านบาท ถือเป็นค่าเสียเวลาสามปีที่ผ่านมา"
รุ่งฤดีเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากของเธอสั่นระริก เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน
"ทำไม พี่นนท์...รุ่งทำอะไรผิดเหรอ"
ชานนยกมือขึ้นคลายเนกไทที่คออย่างหงุดหงิด แววตาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง
"เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ขวัญกลับมาแล้ว"
ชื่อนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของรุ่งฤดี ขวัญ คล้ายมี...หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจและรักแรกที่ชานนไม่เคยลืมเลือน ตลอดสามปีในชีวิตคู่ ชื่อนี้คือเงาดำที่ทอดทับและตอกย้ำความไร้ค่าของเธอมาโดยตลอด
"เธอท้อง" ชานนพูดประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ฉันต้องรับผิดชอบ และฉันต้องให้สถานะที่ถูกต้องกับขวัญและลูกในท้องของเธอ"
รุ่งฤดีนิ่งงันไป เลือดในกายคล้ายจะเย็นเฉียบจนกลายเป็นน้ำแข็ง แต่แล้ว ริมฝีปากที่สั่นเทากลับค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ มันเป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเองอย่างถึงที่สุด
สามปีที่เธอทุ่มเท สามปีที่เธอยอมเป็นคนรับใช้ที่ไม่มีปากมีเสียงในบ้านหลังนี้ สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ให้กับคำว่า "ท้อง" ของผู้หญิงคนนั้น
เธอยังจำได้ดี วันที่บริษัทเกียรติชัยกรุ๊ปของเขาเกือบล้มละลายเมื่อสามปีก่อน เป็นเธอเองที่ยอมควักสินเดิมก้อนโตที่แม่ทิ้งไว้ให้เพื่อช่วยอุ้มธุรกิจของเขาเอาไว้ แลกกับการแต่งงานที่ไร้ความรักครั้งนี้
"หัวเราะอะไร" ชานนขมวดคิ้วแน่น แววตาฉายความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน "คิดว่าเงินห้าล้านมันน้อยไปงั้นเหรอ รุ่งฤดี อย่าลืมสิว่าการแต่งงานของเรามันคือธุรกิจ เธอแลกความสาวมาสามปี ฉันก็ให้สถานะคุณนายเกียรติชัย ให้ที่อยู่ที่กินกับเธอมาตลอด เราสองคนหายกันแล้ว"
คำพูดของเขาคมกริบดั่งแผ่นน้ำแข็งที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึก
รุ่งฤดีหยุดหัวเราะ แววตาที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยความวิงวอนกลับแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ความอบอุ่นที่เคยมีในดวงตาคู่นั้นมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเยียบเย็นที่ชานนไม่เคยเห็นมาก่อน
เธอไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว รุ่งฤดีเดินตรงเข้าไปที่โต๊ะอาหาร หยิบปากกาหมึกซึมที่วางอยู่ข้างซองเอกสารขึ้นมา
ชานนชะงักไปเล็กน้อย เขาคิดว่าเธอจะร้องไห้ฟูมฟาย จะกอดขาอ้อนวอน หรือไม่ก็อาละวาดทุบตีเหมือนที่ผู้หญิงทั่วไปทำ แต่ท่วงท่าของเธอกลับนิ่งสนิทจนน่าประหลาดใจ
มือของรุ่งฤดีนิ่งมาก เธอตวัดปลายปากกาลงบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่ลังเล ตัวอักษรเรียงตัวสวยงามและเด็ดเดี่ยว
"รุ่งฤดี จงเจริญ"
เมื่อจรดปลายปากกาลงท้ายชื่อตัวเองเสร็จ เธอก็วางปากกาลงบนโต๊ะเบา ๆ เสียงกระทบนั้นแผ่วเบา แต่กลับดังก้องในความเงียบ
"ฉันเก็บของออกไปคืนนี้ได้เลยใช่ไหม" เธอถาม น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
ชานนอึกอักไปชั่วครู่ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นพล่านขึ้นมาในอก แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
"ตามใจเธอ ยิ่งเร็วยิ่งดี"
รุ่งฤดีพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง เธอหมุนตัวแล้วก้าวเดินตรงไปยังบันไดบ้าน ไม่หันกลับไปมองเขาอีก และไม่มองอาหารบนโต๊ะที่เธอใช้เวลาเตรียมมาทั้งบ่ายแม้แต่แวบเดียว
แผ่นหลังของเธอยังคงตั้งตรง ทว่าดูโดดเดี่ยวและเด็ดเดี่ยวในคราวเดียวกัน
ชานนยืนมองตามแผ่นหลังนั้นไป ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ เขาพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ เพื่อสะกดอารมณ์บ้าบอนั้น คิดว่ามันคงเป็นเพียงความโล่งใจที่ปลดภาระทิ้งไปได้เสียที
เขากดหยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงออกจากกระเป๋าเสื้อ กดโทรออกหาเบอร์ที่คุ้นเคยในทันที น้ำเสียงที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและอ่อนโยนลงราวกับเป็นคนละคน
"ขวัญ พี่จัดการเรื่องหย่าเรียบร้อยแล้วนะ เดี๋ยวพี่จะรีบขับรถไปอยู่เป็นเพื่อนที่โรงพยาบาลนะจ๊ะ"
ตรงหัวมุมบันไดชั้นสอง รุ่งฤดีหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่เมื่อได้ยินประโยคนั้น ลมหายใจของเธอสะดุดไปหนึ่งจังหวะ ปลายนิ้วเรียวสวยจิกลงบนฝ่ามือแน่นจนเนื้อแทบฉีก
เธอไม่หันกลับไปมอง แต่ก้าวเท้าต่อไปจนถึงห้องนอนใหญ่ ปิดประตูล็อกกลอนอย่างแน่นหนา ตัดขาดเสียงหวานหยดย้อยของอดีตสามีออกจากโลกของเธอ
รุ่งฤดีทิ้งแผ่นหลังพิงกับบานประตู ร่างกายที่เคยเกร็งแน่นค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ
หยดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้ส่งเสียงสะอื้นแม้แต่น้อย
เธอไม่ได้ร้องไห้ให้กับความรักที่พังทลาย แต่เธอกำลังร้องไห้ให้กับการตัดสินใจอันโง่เขลาของตัวเอง ที่ยอมทิ้งตัวตน ยอมลดคุณค่า ยอมซ่อนเขี้ยวเล็บเพื่อมาเป็นแม่บ้านไร้ค่าให้ผู้ชายคนหนึ่งเหยียบย่ำถึงสามปีเต็ม
มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟนีออนของกรุงเทพฯ เริ่มสว่างไสวตัดกับฟากฟ้าที่มืดมิด
ความอบอุ่นในหัวใจของเธอได้ตายจากไปแล้วพร้อมกับลายเซ็นบนใบหย่าใบนั้น
หย่าแล้วไง ฉันคือหมอเทวดาที่ใครๆก็ต้องการ
Devi Frair
โรแมนติก
บทที่ 1
วันนี้11:59
บทที่ 2
วันนี้11:59
บทที่ 3
วันนี้11:59
บทที่ 4
วันนี้11:59
บทที่ 5
วันนี้11:59
บทที่ 6
วันนี้11:59
บทที่ 7
วันนี้11:59
บทที่ 8
วันนี้11:59
บทที่ 9
วันนี้11:59
บทที่ 10
วันนี้11:59