icon 0
icon เติมเงิน
rightIcon
icon ประวัติการอ่าน
rightIcon
icon ออกจากระบบ
rightIcon
icon ดาวน์โหลดแอป
rightIcon

หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

บทที่ 3 3 : เกิดเรื่องที่ศาลาพักม้า

จำนวนคำ:2754    |    อัปเดตเมื่อ:20/03/2024

รื่องที่ศ

ัง ไม่ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นเกินความจำเป็น นั่นเพราะนางมาอยู่ในร่างนี้ในวัยเด็ก ที่มีอายุเพียงห้าปีเท่านั้น แต่ละวันจึงผ่านไปอย่างเชื่องช้

คราวนี้ นับว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของนางในโลกนี้ก็ว่าได้ จะว่าไปแล้วพ

ก็โต้แย้งอยู่บ้าง ต่อมาถึงรู้สิ่งใดที่คุณหนูรองผู้นี้เอ่ยออกมา มักกลายเป็นเรื่องจริงในภายหลัง โดยเฉพาะหลังออกจากอำ

ื้อกันหนาวไปให

ู่ด้านหลังรถม้า นำชุดกันหนาวของบุรุษออกมามอ

ยู่ในตระกูลหลินเขาได้รับแต่เสื้อผ้าเก่า ๆ ของผู้อื่น เนื่องจากไม่กล้าใช้เงินซื้อสวมใส่ ทางบ้า

เสื้อผ้าหน้าหนาว อาหารการกินของเขาก็ดีขึ้นด้วย

่อนไม่ได้ “รู้ความเช่นนี้ก็ดีแล้ว เ

ไม่กล

หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ขอทานหลายคนเริ่มก่อไฟบรรเทาความหนาว ผู้คนเก็บ

กของเจ้าได้แล้ว คุณ

าหน้าหนาวพร้อมกับผ้าห่มนวมผืนใหญ่ อีกทั้ง

งยังแก้ไขไม่ได้” เผิงฉือส่ายหน้าไปบ่นไปด้วย “หากเกิดเจอโจรผู้ร้ายระหว่างทาง ใครจะช่วยเหลือใครก็ยังไม่รู

่ผิงกวนถึงสิบปีเต็ม ท่านหวัง

งนางทั้งงดงามและมากฝีมือ เหตุใดถึงไม่มาเยี่ยมหาเลยสักครั้ง นางมีใบหน้าเดียวคือคว

งแล้วมานอนเถอะเจ้าค่ะ

ง มุมปากยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นเผิงฉือรีบร้อน

ต่งกายใหม่ จะใส่เพียงเสื้อผ้าเนื

ใหญ่” นางเอ่ยสั้น ๆ แล้ว

กษณ์และความสูงส่งของหลินซือเยว่ ทำให้นางนั้นไม่อาจเอื้อมถึงได้จริง ๆ พึงพอใจที่จะเ

เมื่อไม่อาจไปถึงโรงเตี๊ยมได้ก่อนเวลาพระอา

้วมีแต่ชาวบ้านเนื้อตัวสกปรก นั่งเบียด ๆ กันเต็มไปหมด เกรงว่าคุณหนูรองจะอยู่ไม่สะดวก” หลินอ้ายเกิ

ผิงตั้

อ้าย

หลินอ้ายมาช่วยข้าตั้งกระโจมกัน

ไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งบริเวณนั

ินอ้ายใต้ต

จของหลินซือเยว่ เขารีบจูงม้าไปยังใต้

หนักเพียงนี้ ที่แท้พวกท

ไม่รอบคอบ ป่านนี้เจ้าได้ห

ินซือเยว่ กระโจมเล็กของ

ข้าไปหาเผิงฉือใกล้ ๆ “ท่านป้าเผิงข้าถามจริง ๆ เถอะ คุณหนูรอง

มตรง เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเรื่องที่หลินซือเยว่ล่วงรู้นั้นมา

ะซื้อระหว่างทาง หลินอ้ายได้กินอาหารร้อน ๆ ท้องอิ่มหนังตาเริ่มหย่อน หลินซือเยว่ให้เขาเข้าไปนอ

่บนเก้าอี้ตัวน้อย ดวงตามองไปยังศาลาพักม้าอยู่เป็น

ะเจ้าค่ะ ทางนี้ข้า

่อยตื่นอีกทียามโฉ่ว(01.00-02.59)ก็แล้วกัน” สีหน้าของ

ช้าเก็บหม้อไหทุกอย่างขึ้นไว้บนรถม้าอย่างรวดเร็ว กลับมาเข้

่แน่ใจ เตรีย

าค่ะค

าว

ือวิ่งออกมาจากกระโจมพร้อม ๆ กัน กลับเห็นแผ่นหลังของห

ากที่นี่ดีหรือไม่” หลินอ้ายไม่เคยเจอเหตุการณ์น่ากล

งยามนี้โอกาสรอดมีน้อยยิ่งนัก ไม่เพียงแค่นางที่รู้ คนในศาลาพักม้าเองก็รู้

ิลปะการต่อสู้ได้ ยามเมื่

ฝึกวรยุทธ์ แต่นี่นางผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้หนึ่งปีแล้ว เหตุใดน

นึ่ง มุ่งหน้ามาทางที

ทางนี้เจ

องข้านะ !” หลินอ้ายส่ายไม้ฟืนในมือไปยังค

ากตะเกียง จึงรีบวิ่งมาทางนี้ ไหนเลยจะคิดว่า

น ขอพักอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่ พวกเราไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว” บ่า

ไม่” คนผู้นี้ดูไม่เหมือนบ่าว มองไปแล้

นซูเหวินหรือต่งฮูหยิน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง

นาง คนคุ้มกันอีกสองคนต่างตระหนักถึงความยากลำบากนี้ พวกเขาคนหนึ่งมอง

ปมองเผิงฉือเล็กน

าไปดูอีกคน ทว่าความมืดทำให้มองเห็นไม่

นางหนึ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ขณ

วณนี้ถึงกับสูดลมหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด “พานางเข้าไปในกระโจม หลินอ้ายก่อไฟต

่งคำนี้ถูกเอ่ยออกมา พวกเขาถึงกระจายตัวกันไปทำงานตา

่วนเจ้าสองคนคอยอยู่ด้านนอก” นางหันไป

ยังได้ยินเสียงต่อสู้กันอยู่ อีกทั้งบางแห่งยังมีไฟไหม้ลุกลามขึ้น ชาวบ้านคนอื่น ๆ กร

เปิดรับโบนัส

เปิด
หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว
หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว
“หลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อนที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้วทั้งยังจำอดีตชาติยามเป็นปรมาจารย์เต๋าได้อีกด้วย +++ 1 : ไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวน แคว้นจิ้น ราชวงศ์เซวียน อารามไท่ผิงกวน "ไป ๆ อาจารย์ขับไล่พวกท่านออกจากอารามแล้ว อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก" "ศิษย์พี่รองรีบปิดประตูเร็วเข้า !" ตุบ ! ห่อผ้าสองห่อถูกโยนออกมาจากประตูอาราม ปัง ! ตามด้วยเสียงปิดประตูลงสลักอย่างหนาแน่น สตรีนางหนึ่งยืนตัวตรงเป็นสง่า เสื้อผ้ากับเส้นผมของนางปลิวไสวดั่งไผ่ลู่ลม หลินซือเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออารามไท่ผิงกวนด้วยสายตาเลื่อนลอย อาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วนะ บางครั้งนางเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปเหมือนกัน "คุณหนูเจ้าคะ ศิษย์น้องทั้งสองของท่านทำเกินไปแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดถึงไล่พวกเราสองคนออกจากอารามได้เล่า" เผิงฉือกระทืบเท้าเบา ๆ ตรงไปฉวยห่อผ้าทั้งสองบนพื้น ขึ้นมาคล้องแขนตัวเองไว้ "หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ศิษย์น้องทั้งสองคงไม่กล้าขับไล่ข้าออกจากอารามหรอก" น้ำเสียงของนางสงบนิ่งฟังแล้วสบายหูยิ่งนัก หาได้มีความโกรธเกลียดแต่อย่างใด "นั่นรถม้า" นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังรถม้าคันที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่ "ป้าเผิงไปถามดูว่าใช่รถม้าของเราหรือไม่" เผิงฉือไม่รอช้ารีบตรงไปหาคนเฝ้ารถม้าที่อยู่ใต้ต้นไผ่ในทันที ไม่ช้านางก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิด ๆ "เป็นรถม้าของเราจริง ๆ เจ้าคะคุณหนู คนขับบอกว่าเป็นคนของตระกูลหลินเจ้าค่ะ ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อของคุณหนู ให้มารับคุณหนูกลับตระกูลหลินเพื่อไปแต่งงานเจ้าค่ะ" "กลับไปแต่งงานนี่เอง" นางเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ หันหลังกลับไปทางประตูอาราม ประสานมือค้อมตัวคำนับลาอาจารย์ เผิงฉือเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะคำนับตามนางไม่ได้ ภายในอารามไท่ผิงกวน "อาจารย์เหตุใดถึงไม่บอกลากับศิษย์พี่ใหญ่ไปตรง ๆ ล่ะ ทำเช่นนี้นางไม่โกรธท่านไปจนวันตายเลยรึ" เหอกุ้ยแม้มีอายุยี่สิบแปดปีแล้ว ทว่าเขากราบเป็นศิษย์เจ้าอาวาสชุนหวังเหล่ยหลังสตรีผู้นั้น จึงได้เป็นเพียงแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น "นั่นสิอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่นางไม่เคยออกจากอารามไปไหนไกล ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่ขับไล่นางไปสู่ความตายหรอกรึ" จางเจียเฟิ่งเห็นด้วยกับศิษย์พี่รองของเขา "ให้มันน้อย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่ทั้งสอง พวกเจ้าคิดว่าอารามไท่ผิงกวนแห่งนี้ สามารถอยู่รอดมาได้เพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้า เห็นนางเงียบ ๆ แบบนั้น ความคิดนางกว้างไกลยิ่งนัก อาจารย์อย่างข้ายังเทียบนางไม่ติดด้วยซ้ำไป" เจ้าอาวาสชุนปีนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบห้าปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแรง อารามเต๋าแห่งนี้มีวิถีแบบไม่เคร่งครัด ใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสผู้หนึ่ง สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ "อาจารย์นางอยู่ในอารามวาดยันต์กันภัยให้ชาวบ้านที่มากราบไหว้ ตั้งโต๊ะรักษาโรคภัยให้ผู้คนในตัวอำเภอฝู แต่หนนี้นางต้องกลับบ้านไปเพื่อแต่งงาน นางบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นมิถูกสามีจับกลืนกินจนไม่เหลือกระดูกหรอกรึ" เหอกุ้ยนึกภาพเทพเซียนผู้สูงส่งอย่างหลินซือเยว่ หากต้องร่วมเตียงกับบุรุษหยาบกระด้าง เพียงเท่านั้นเขาก็ทำใจไม่ได้จริง ๆ แทบอยากจะไปแย่งตัวศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองกลับคืนมา "เลิกคร่ำครวญได้แล้ว กลับไปกวาดลานอารามกับตรวจดูน้ำมันตะเกียงให้เรียบร้อย ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไม่อยู่ เจ้าทั้งสองต้องรีบร่ำเรียนศึกษาหาความรู้ อารามไท่ผิงกวนจะได้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าต่อไปได้" เจ้าอาวาสชุนทำเสียงดังใส่ลูกศิษย์ทั้งสอง "ไป ๆ ข้าจะสวดมนต์" โบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกจากห้องสวดมนต์ไป เจ้าอาวาสชุนรีบลุกไปปิดประตูลั่นกลอน ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ ย่องเบา ๆ ไปที่ใต้เตียงนอน ดึงหีบไม้เก่าเก็บออกมา ครั้นกดสลักเปิดออก ก็พบตั๋วเงินจำนวนสามพันตำลึงอยู่ในนั้น ตระกูลหลินที่ไม่ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงมาหลายปี จู่ ๆ ก็ส่งตั๋วเงินมาให้ พร้อมกับขอรับคนกลับไปเพื่อแต่งงาน ช่วงนี้ชาวบ้านมาทำบุญที่อารามน้อยลง หลินซือเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง ถึงไม่ยอมลงจากอารามไปรักษาผู้คน รายได้เลยหายหดแทบจ่ายอาหารการกิน(สุรานารี)ไม่พอ ตั๋วเงินสามพันตำลึงนี่มาได้ทันเวลาพอดี ! แครก ๆ ๆ ๆ เสียงกวาดลานหน้าอารามดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นของเหอกุ้ย "ข้ารู้ว่านางเก่งเอาตัวรอดได้ ข้าเพียงไม่อยากให้นางไปก็เท่านั้น" "ศิษย์พี่รองท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ไม่ใช่ว่ามีแต่นางที่ต้องแต่งงานมีครอบครัว ท่านเองก็เถอะที่บ้านส่งคนมารับทุกปีไม่ใช่รึ" จางเจียเฟิ่งรู้ดีว่าตนและเหอกุ้ย ถูกครอบครัวลงโทษด้วยการส่งมาอยู่ยังอารามแห่งนี้ ทว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น "ตัวข้านั้นไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นแหละศิษย์น้องสาม ข้าได้ยินว่าที่บ้านของเจ้า เพิ่งหาคู่หมั้นหมายคนใหม่ให้เจ้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ" สองศิษย์พี่น้องหยุดกวาดลานอาราม แล้วหันหน้าไปมองตากัน จากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจดัง ๆ พร้อมกัน ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ด้วย นับจากนี้ไปยามทำความผิดใครจะออกหน้าคอยช่วยเหลือ ยามเงินหมดใครจะให้หยิบยืม ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่สบายใจเป็นอย่างมาก บนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง รถม้าไม้ธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ ไร้ป้ายชื่อตระกูลบอกกล่าว คล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านในเป็นใคร เผิงฉือพยายามหลอกถามคนขับรถม้าอยู่หลายหน ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้ นางไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนไม่รู้จักใครสักคน คนขับรถม้าตอบว่า เขามีหน้าที่มารับคุณหนูรองกลับบ้านเท่านั้น เรื่องอื่นนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ "ได้ถามหรือไม่ ใช้เวลากี่วันในการเดินทาง" หลินซือเยว่เอ่ยเสียงเนิบ ๆ "ถามแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าราว ๆ สิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว" "สิบวันเชียวรึ" หลินซือเยว่มองห่อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง มีเพียงของใช้จำเป็นของนางไม่กี่ชิ้น พร้อมกับก้อนเงินจำนวนห้าสิบตำลึง "คงต้องแวะซื้อของในอำเภอฝูเสียก่อน" เผิงฉือรีบเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้า แต่เขากลับทำเสียงฮึดฮัดคล้ายไม่พอใจ "เสียเวลาเดินทางเปล่า ๆ" น้ำเสียงเขากระด้างกระเดื่อง”