เมื่ออดีตภรรยา กลับมาทวงแค้น

เมื่ออดีตภรรยา กลับมาทวงแค้น

Yolanda

5.0
ความคิดเห็น
51
ชม
9
บท

ลูกชายแท้ๆ วัย 5 ขวบ โยนผ้าพันคอไหมพรมที่ฉันตั้งใจถักให้ลงพื้น แล้ววิ่งไปกอดขา 'เพื่อนสนิท' ของฉันอย่างรักใคร่ "แม่ไม่เห็นน่าสนใจเลย! น้าส้มใจดีกว่าตั้งเยอะ ซื้อหุ่นยนต์รุ่นลิมิเต็ดให้ภูด้วย" คำพูดไร้เดียงสาของลูกชาย กรีดลึกลงกลางใจฉันยิ่งกว่ามีด สามีของฉันยืนโอบเอวชู้รัก มองดูภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับฉันเป็นส่วนเกินในบ้านหลังนี้ ฉันตัดสินใจเซ็นใบหย่า เดินออกจากคฤหาสน์หรูโดยไม่หันหลังกลับ ทิ้งลูกชายที่เลือก 'ของเล่นราคาแพง' มากกว่า 'ความรักของแม่' ไว้เบื้องหลัง ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ รับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดู และสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จ แต่แล้ววันหนึ่ง อดีตสามีก็ซมซานกลับมาพร้อมกับลูกชายที่เคยผลักไสฉัน "นา... กลับมาเถอะนะ ลูกต้องการแม่" ฉันมองหน้าพวกเขาด้วยความสมเพช ก่อนจะยิ้มมุมปาก "ลูกเหรอ? ฉันมีลูกสาวคนเดียวชื่อนลิน ส่วนเด็กคนนั้น... ฉันไม่รู้จัก" ในงานวันเกิดของเขา ฉันจะมอบของขวัญชิ้นสุดท้าย เป็นความจริงอันน่ารังเกียจที่เขาปกปิดไว้ ทั้งเรื่องแม่ของเขาที่ฆ่าตัวตาย และเรื่องที่เขาบังคับให้ชู้รักไปทำแท้ง

บทที่ 1

ลูกชายแท้ๆ วัย 5 ขวบ โยนผ้าพันคอไหมพรมที่ฉันตั้งใจถักให้ลงพื้น แล้ววิ่งไปกอดขา 'เพื่อนสนิท' ของฉันอย่างรักใคร่

"แม่ไม่เห็นน่าสนใจเลย! น้าส้มใจดีกว่าตั้งเยอะ ซื้อหุ่นยนต์รุ่นลิมิเต็ดให้ภูด้วย"

คำพูดไร้เดียงสาของลูกชาย กรีดลึกลงกลางใจฉันยิ่งกว่ามีด สามีของฉันยืนโอบเอวชู้รัก มองดูภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับฉันเป็นส่วนเกินในบ้านหลังนี้

ฉันตัดสินใจเซ็นใบหย่า เดินออกจากคฤหาสน์หรูโดยไม่หันหลังกลับ ทิ้งลูกชายที่เลือก 'ของเล่นราคาแพง' มากกว่า 'ความรักของแม่' ไว้เบื้องหลัง

ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ รับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดู และสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จ แต่แล้ววันหนึ่ง อดีตสามีก็ซมซานกลับมาพร้อมกับลูกชายที่เคยผลักไสฉัน

"นา... กลับมาเถอะนะ ลูกต้องการแม่"

ฉันมองหน้าพวกเขาด้วยความสมเพช ก่อนจะยิ้มมุมปาก

"ลูกเหรอ? ฉันมีลูกสาวคนเดียวชื่อนลิน ส่วนเด็กคนนั้น... ฉันไม่รู้จัก"

ในงานวันเกิดของเขา ฉันจะมอบของขวัญชิ้นสุดท้าย เป็นความจริงอันน่ารังเกียจที่เขาปกปิดไว้ ทั้งเรื่องแม่ของเขาที่ฆ่าตัวตาย และเรื่องที่เขาบังคับให้ชู้รักไปทำแท้ง

บทที่ 1

รจนา คุณูปการ (นา) POV:

ฉันยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เคยเป็นบ้านของฉันนานกว่าเจ็ดปี ลมเย็นยะเยือกพัดมาปะทะกาย ฉันหอบกระเป๋าเดินทางใบน้อยไว้แน่น มีเพียงไม่กี่ชิ้นที่ฉันเลือกนำติดตัวมา มันเบาหวิวจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับชีวิตที่ฉันเคยมีภายในรั้วแห่งนี้

พลกฤต จรรยงค์ อดีตสามีของฉัน เดินตามออกมา สีหน้าของเขาเรียบเฉยจนฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่

"แน่ใจนะว่าไม่ให้ฉันไปส่งที่สถานีขนส่ง?" เสียงของเขาห้าวลึกเหมือนทุกครั้ง แต่ในความห้าวมีความลังเลบางอย่างซ่อนอยู่

ฉันหันไปมองเขา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติเสมอมา นั่นคือสิ่งที่ฉันหลงใหลในตัวเขาในวันแรกที่เราพบกัน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่าในสายตาฉัน

"ไม่จำเป็นหรอกค่ะ" ฉันตอบสั้นๆ เสียงของฉันเองก็สั่นเครือเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน

พลกฤตกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออกอีกครั้ง

"พ่อขา!" เสียงใสๆ ของน้องภู ลูกชายวัยห้าขวบของฉันวิ่งออกมา เขาตรงเข้าไปกอดขาพลกฤตแน่น ดวงตากลมโตของเขามองมาที่ฉันอย่างแปลกแยก

ใจของฉันกระตุกวูบ ภาพที่น้องภูเคยวิ่งเข้ามากอดฉันในยามที่ฉันกลับบ้านผุดขึ้นมาในหัว แต่ในตอนนี้ แขนเล็กๆ คู่นั้นกลับโอบกอดบิดาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป

"นา... แม่จะไปไหน?" น้องภูถามเสียงใส แต่ในแววตามีประกายแห่งความไม่พอใจ

ฉันพยายามยิ้มให้ลูกชาย แต่ริมฝีปากของฉันแข็งทื่อ

"แม่จะไปเที่ยวพักผ่อนสักพักนะลูก" ฉันตอบอย่างอ่อนโยน พยายามข่มความเจ็บปวดในใจ

น้องภูเบะปาก มือเล็กๆ ของเขายื่นไปจับชายเสื้อของพลกฤต

"พ่อคะ ส้มบอกว่าจะซื้อหุ่นยนต์รุ่นลิมิเต็ดให้ภูด้วย" น้องภูพูดเสียงเจื้อยแจ้ว ราวกับต้องการตอกย้ำบางสิ่งบางอย่าง

คำว่า "ส้ม" เหมือนก้อนหินหนักๆ ที่ทุ่มลงมากลางใจฉัน มันคือชื่อของกมลศรี ขำประเสริฐ เพื่อนสนิทของฉัน

พลกฤตสบตาฉันเล็กน้อย แววตาของเขาดูมีความผิดติดอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร

"ภู... ไม่คิดถึงแม่บ้างเหรอ?" ฉันถามเสียงเบาราวกระซิบ ความหวังสุดท้ายที่มีกำลังจะพังทลายลง

น้องภูเงยหน้ามองฉัน ดวงตากลมโตฉายแววไม่เข้าใจ

"แม่ไม่เห็นน่าสนใจเลย! ส้มใจดีกว่า แม่ชอบทำหน้าเศร้าๆ แถมยังชอบให้ภูเล่นแต่ของเก่าๆ" น้องภูพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ มือเล็กๆ ของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้ แล้วหยิบผ้าพันคอไหมพรมสีฟ้าที่ฉันเพิ่งถักให้เขาเมื่อสัปดาห์ก่อนโยนลงพื้น

"นี่ไง! ผ้าพันคอขี้เหร่ๆ ของแม่! ส้มบอกว่าจะซื้อผ้าพันคอแบรนด์เนมให้ภูตั้งเยอะแยะ!"

คำพูดไร้เดียงสาของลูกชายแท้ๆ ฟาดลงกลางใจฉันอย่างจัง มันเจ็บปวดจนจุกไปทั้งอก

พลกฤตกำลังจะเอื้อมมือไปจับไหล่น้องภู แต่ฉันสะบัดหน้าหนี

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" ฉันบอกพลกฤต เสียงของฉันแหบพร่า น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาจนพร่าเลือน

"พลกฤต คุณจำได้ไหมว่าเราเคยมีมุมโปรดในสวน?" ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่อง หวังว่าเขาจะจำความทรงจำดีๆ ที่เราเคยมีร่วมกันได้

พลกฤตมองหน้าฉัน สลับกับมองน้องภูที่ยังคงเกาะขาเขาอยู่

"มุมไหนนะ? ฉันจำไม่ค่อยได้แล้ว" เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม ราวกับกำลังหลีกเลี่ยงบางสิ่ง

ฉันเม้มริมฝีปากแน่น

"มุมที่ฉันเคยบอกคุณว่าฉันชอบมากที่สุดน่ะค่ะ ที่มีดอกไม้บานเต็มไปหมด" ฉันย้ำ พยายามกระตุ้นความทรงจำของเขา

พลกฤตถอนหายใจ

"อ๋อ... มุมนั้นเหรอ? ฉันสั่งให้คนงานรื้อทิ้งไปแล้วนะ เพราะมันรกตา" คำตอบของเขาเหมือนมีดกรีดลงบนแผลใจของฉันซ้ำๆ

ฉันหรี่ตาลง มองหน้าพลกฤตอย่างพิจารณา

"คุณจำไม่ได้เลยเหรอ ว่าฉันเคยบอกคุณว่าฉันรักมุมนั้นมากที่สุด?" ฉันถาม

พลกฤตส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

"ก็แค่ดอกไม้เองน่านา เธอจะไปอะไรกับมันนักหนา"

ฉันยิ้มเยาะให้กับความทรงจำของเราที่ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย

"แล้วคุณก็คงจำไม่ได้ด้วยว่าฉันเคยบอกคุณว่าถ้าวันไหนฉันไม่รักมันแล้ว ก็แปลว่าความรักของเราจบลงแล้ว"

พลกฤตตาเบิกกว้างเล็กน้อย เขามองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

"นา... เธอพูดอะไรของเธอ?"

"ฉันบอกคุณแล้วนี่คะ ว่าถ้ามุมนั้นหายไป ความรักของเราก็หายไปด้วย" น้ำเสียงของฉันเย็นชาจนเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น

ฉันหันหลังให้พลกฤตและน้องภู เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ฉันก็จะไม่กลับไปแล้ว

ฉันจำได้ดีว่าอะไรทำให้ฉันตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตที่เคยสวยงามนี้

มันเป็นวันที่ฉันกลับมาบ้านเร็วกว่าปกติ เพราะฉันอยากจะเซอร์ไพรส์พลกฤตด้วยอาหารเย็นที่เขาชอบ

แต่คนที่เซอร์ไพรส์กลับเป็นฉันเอง

ทันทีที่ฉันก้าวเข้าสู่ห้องนั่งเล่น ภาพที่เห็นทำให้โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน

กมลศรี เพื่อนสนิทของฉัน กำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวโปรดของฉัน ในอ้อมแขนของเธอน้องภูหัวเราะคิกคักกับของเล่นชิ้นใหม่

เสียงน้ำจากห้องน้ำชั้นบนดังแว่วมา ฉันรู้ทันทีว่าพลกฤตอยู่ในนั้น

กมลศรีเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงทันที เมื่อเห็นว่าฉันกลับมา

"นา... เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่?" เสียงของเธอสั่นเครือ

น้องภูเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความคาดหวัง

"แม่คะ! ส้มใจดีมากเลย ส้มซื้อหุ่นยนต์ให้ภูด้วย!" น้องภูพูดเจื้อยแจ้ว ราวกับต้องการอวดของเล่นชิ้นใหม่

ฉันพยายามรวบรวมสติ แต่ลมหายใจของฉันติดขัดไปหมด

"ส้ม... เธอมาทำอะไรที่นี่?" ฉันถาม เสียงของฉันเองก็สั่นไม่แพ้กัน

กมลศรีลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอพยายามจะอธิบาย แต่คำพูดของเธอกลับติดอยู่ในลำคอ

"นา... ฉัน..."

"แม่คะ! ดูนี่สิคะ ส้มสวยกว่าแม่ตั้งเยอะ! ส้มบอกว่าแม่ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นเลย เพราะแม่ไม่ชอบแต่งตัวสวยๆ" น้องภูพูดอย่างไร้เดียงสา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

คำพูดของน้องภูเหมือนดาบเล่มแล้วเล่มเล่าที่ทิ่มแทงหัวใจฉัน

กมลศรีพยายามที่จะเข้ามาจับมือฉัน แต่ฉันสะบัดออก

"อย่ามาแตะต้องฉัน!" ฉันตะโกนสุดเสียง แรงสะบัดของฉันทำให้เธอเซถอยไป

เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลง พลกฤตเดินออกมาจากห้องน้ำ เขายังคงพันผ้าเช็ดตัวรอบเอว ผมของเขายังเปียกชุ่ม

พลกฤตมองมาที่ฉันด้วยแววตาตกตะลึง

"นา! เธอมาทำอะไรที่นี่?" เขาถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

ฉันมองหน้าพลกฤต ดวงตาของฉันร้อนผ่าวไปด้วยน้ำตา

"ฉันมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ? ฉันมาบ้านของฉันเอง!" ฉันตะโกนกลับไป น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่

พลกฤตเดินเข้ามาใกล้ เขาพยายามจะจับมือฉัน

"นา ใจเย็นๆ ก่อนนะ"

ฉันสะบัดมือออกอย่างแรง

"ใจเย็นเหรอคะ? คุณกับเพื่อนสนิทของฉันกำลังทำเรื่องอะไรกันอยู่ คุณคิดว่าฉันจะใจเย็นลงได้เหรอ?"

น้องภูเริ่มร้องไห้เมื่อเห็นฉันกับพลกฤตทะเลาะกัน

"แม่ไม่น่ารักเลย! ฮือๆๆๆ"

กมลศรีรีบวิ่งเข้าไปโอ๋น้องภู เธอหันมามองฉันด้วยแววตาขอร้อง

"นา... อย่าทำแบบนี้เลยนะ ใจเย็นๆ ก่อน"

ฉันมองภาพตรงหน้า ร่างกายของฉันชาไปหมด

พลกฤตโกรธจัด เขาไม่เคยเห็นฉันโวยวายขนาดนี้มาก่อน

"นา เธอจะมาโวยวายอะไรตอนนี้! เธอทำลูกตกใจหมดแล้ว!"

"ลูกตกใจ? คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าคนที่ตกใจที่สุดคือฉัน!"

ฉันมองไปที่พลกฤตและกมลศรีสลับกัน ภาพของพลกฤตที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำยังติดตาฉันแจ๋ว

"พลกฤต คุณกับส้ม... พวกคุณทำอะไรกัน?" ฉันถาม เสียงของฉันสั่นจนแทบจะไม่ได้ยิน

พลกฤตถอนหายใจ เขามองไปที่น้องภูที่ยังคงร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของกมลศรี

"มันไม่มีอะไรหรอกนา เธอคิดมากไปเอง"

"ไม่มีอะไร? แล้วผ้าพันคอของผู้หญิงคนอื่นที่แขวนอยู่ในห้องคุณล่ะ? แล้วกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงคนอื่นที่ติดตัวคุณมาทุกคืนล่ะ? คุณคิดว่าฉันตาบอด ตาบอดมานานแค่ไหนแล้วพลกฤต!" ฉันตะโกนใส่หน้าพลกฤต

พลกฤตหน้าซีดลงทันที เขาไม่เคยคิดว่าฉันจะรู้เรื่องทั้งหมดนี้

กมลศรีพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฉันก็ไม่สนใจแล้ว

"นา ฉันขอโทษ..." พลกฤตก้มหน้าลงเล็กน้อย

"ขอโทษเหรอคะ? คำขอโทษของคุณจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้! คุณทำลายความเชื่อใจของฉัน คุณทำลายทุกอย่างที่เราสร้างมาด้วยกัน!"

ฉันมองไปที่น้องภูอีกครั้ง ลูกชายของฉันยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนของกมลศรี

"ภู..." ฉันเรียกชื่อลูกชายด้วยความเจ็บปวด

น้องภูเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

"แม่ใจร้าย! ส้มดีกว่าแม่ตั้งเยอะ! ภูจะไม่รักแม่แล้ว!"

คำพูดสุดท้ายของน้องภูเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจฉัน ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจของฉันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

ฉันหันหลังให้ทุกคน เดินออกจากคฤหาสน์หลังนั้นโดยไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่ครั้งเดียว

ฉันรู้ว่าจากนี้ไปชีวิตของฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ฉันก็รู้ว่าฉันจะไม่ยอมกลับไปเป็นคนเดิมที่รักอย่างโง่งมอีกต่อไป

อ่านต่อ

หนังสืออื่นๆ ของ Yolanda

ข้อมูลเพิ่มเติม
เถ้าถ่านรัก จุดไฟแค้น ขึ้นมา

เถ้าถ่านรัก จุดไฟแค้น ขึ้นมา

โรแมนติก

5.0

"ปาริชาติ ส่งกำไลหยกของเธอมาให้ลลิตาซะ" คำสั่งเย็นชาของพุฒิ สามีที่ฉันรักหมดหัวใจ ดังขึ้นเพื่อทวงของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของแม่ฉัน ไปให้กับแฟนเก่าที่กลับมาทวงคืนทุกอย่าง เขาไม่เพียงทำลายกำไลหยกจนแตกละเอียด แต่ยังบังคับให้ฉันถ่ายเลือดให้ลลิตาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ความโหดร้ายถึงขีดสุดเกิดขึ้นในวันที่คฤหาสน์ระเบิด พุฒิเลือกอุ้มลลิตาหนีออกไป ทิ้งให้ฉันนอนรอความตายในกองเพลิงเพียงลำพัง วินาทีนั้น ความรักของฉันมอดไหม้ไปพร้อมกับเปลวไฟ ฉันหนีรอดออกมาได้และสาบานกับตัวเองว่า "ปาริชาติคนเดิมได้ตายไปแล้ว" ฉันหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อังกฤษ ส่วนพุฒิที่เพิ่งตาสว่างและรู้ความจริงว่าลลิตาเป็นคนวางระเบิด ได้กลับไปลงโทษหญิงชั่วอย่างสาสม ก่อนจะตามมาคุกเข่าอ้อนวอนขอคืนดีกับฉัน เขาร้องไห้แทบขาดใจ ท่ามกลางดอกไม้ไฟที่เขาจุดเพื่อง้อฉัน แต่ฉันกลับยืนกอดกับผู้ชายคนใหม่ แล้วมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า "เราหย่ากันตั้งแต่วินาทีที่คุณทิ้งฉันไว้ในกองไฟแล้วค่ะ คุณพุฒิ"

หนังสือที่คุณอาจชอบ

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวน้อยของสามีพิการ

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวน้อยของสามีพิการ

มาชาวีร์
4.8

เจ้าของร่างเดิมถูกท่านย่าตัวเอง ขายให้ชายพิการด้วยเงินเพียงห้าตำลึง จึงคิดสั้นไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทำให้วิญญาณของเซี่ยซือซือทะลุมิติมาเข้าร่างแทน ชีวิตในโลกนี้บิดามารดาล้วนตายไปแล้ว เหลือเพียงน้องสาวกับน้องชายร่างกายผอมแห้งหิวโซสองคน เธอต้องช่วยพวกเขาให้รอด ก่อนจะถูกคนชั่วพวกนี้ขายทิ้งไปแบบเธอ 1 : ทะลุมิติ แคว้นจ้าว หมู่บ้านตระกูลแซ่อวี่ ภายในบ้านสกุลเซี่ย “ท่านพี่รีบกินเร็วเข้า” เสียงเด็กเล็กดังก้องอยู่ข้างหูอย่างน่ารำคาญ ว่าแต่ฉันมีน้องชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน รู้สึกได้ถึงอะไรแข็ง ๆ มาแตะที่ริมฝีปาก ทว่ายังลืมตาไม่ขึ้น “ท่านพี่กินสิ ๆ” เซี่ยซือซือรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งศีรษะ พยายามที่จะเปิดดวงตาขึ้นมอง เจ้าของเสียงเล็ก ๆ ด้านข้าง “ท่านพี่ ๆ ท่านพี่อย่าตายนะ ลืมตาสิท่านพี่” “นังตัวดีออกมาเดี๋ยวนี้นะ !” เสียงเอะอะโวยวายดังหนวกหูเซี่ยซือซือเป็นอย่างมาก ปัง ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยซือซือลืมตาขึ้นจนได้ พลันสมองกลับมีเรื่องราวพรั่งพรูเข้ามาไม่ขาดสาย จนต้องกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด อ๊าก ! “พี่รอง !” เด็กน้อยเซี่ยซือหยางในวัยสามหนาวเรียกพี่สาวพร้อมเบะปากอยากร้องไห้ “ท่านพี่ !” เซี่ยซานซานทิ้งบานประตูที่ตัวเองดันไว้ หันกลับมาดูพี่สาวด้วยความตกใจ “ท่านพี่ ๆ ท่านเป็นอะไร อย่าทำให้พวกข้าตกใจสิท่านพี่ !” ผลัวะ ! มีคนถีบประตูบานเก่าผุพังเข้ามาภายในห้อง เด็กทั้งสองรีบเข้าไปขวางผู้บุกรุกไม่ให้ทำร้ายพี่สาว แม่เฒ่าเซี่ย เซี่ยจิ่วเม่ย หน้าตาแลดูดุร้าย ไม่ใช่หญิงชราใจดีแต่อย่างใด ด้านหลังของแม่เฒ่าเซี่ยยังมีลูกสะใภ้บ้านใหญ่ กับบ้านรองเดินตามมา ท่าทางดุดันเอาเรื่อง “ไอ้พวกบ้านสามตัวดี กล้าลักขโมยอาหารเอาไว้กินเอง ยังเห็นแม่เฒ่าอย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไม่ ไอ้พวกหมาป่าตาขาว ดูซิวันนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร” “ท่านย่าพวกข้าไม่ได้ขโมยนะ นี่เป็นหมั่นโถวของท่านพี่ ท่านพี่ไม่สบายข้าแค่เก็บไว้ให้ท่านพี่เท่านั้นเอง” เซี่ยซานซานยังเป็นเด็กหญิงวัยสิบหนาว แต่นางข่มความกลัวตอบโต้ผู้ใหญ่ในบ้านออกไป “หึ กฎบ้านก็มีบอกอยู่แล้วถ้าพลาดมื้ออาหารไปก็คืออด แต่พวกเจ้ากลับแหกกฎ แอบยักยอกอาหารเก็บไว้กินเอง ยังมีหน้ามาเถียงท่านแม่อีก ท่านแม่ท่านต้องลงโทษคนบ้านสามนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ตอนนั้นยวี่เฟยของข้านางได้พลาดมื้อเย็นไป ท่านก็ไม่ให้นางกินนะเจ้าคะ” สะใภ้บ้านรองนามว่าจงอี้ซิน ย้อนรำลึกถึงเรื่องลูกสาววัยแปดปีของตัวเองขึ้นมา “ดูเจ้าเด็กพวกนี้สิท่านแม่ กางแขนปกป้องพี่สาวตัวเอง ช่างน่าสมเพชไม่รู้จักสำเหนียกกำลังตัวเอง ถุย !” หลินพ่านเอ๋อสะใภ้บ้านใหญ่มองดูเด็กทั้งสองพร้อมถ่มน้ำลายใส่ตรงหน้า แม่เฒ่าเซี่ยมองลูกสะใภ้ทั้งสองสลับกันไปมา เดินตรงไปกระชากหมั่นโถวเย็นชืดแถมแข็งปานหิน ออกจากมือของเซี่ยซือหยาง “แง ๆ ๆ” เด็กน้อยถูกแย่งของกินของพี่สาวไป ถึงกับแผดเสียงร้องลั่น “เจ้าคนชั่ว ! เอามานะ ของท่านพี่ข้า” กำปั้นน้อย ๆ ทุบไปยังต้นขาของแม่เฒ่เซี่ย “เจ้าเด็กเนรคุณกล้าตีข้ารึ นี่นะ !” แม่เฒ่าเซี่ยเตะทีเดียวเซี่ยซือหยางก็กระเด็นไปติดกับผนังห้อง “น้องเล็ก !” เซี่ยซานซานรีบวิ่งไปอุ้มน้องชายขึ้นมากอดไว้ด้วยความตกใจ “ท่านย่า น้องเล็กยังเด็กไม่รู้ความ เหตุใดท่านถึงได้ใจร้ายเช่นนี้” “แง ๆ ๆ” เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยฟังแล้วน่าสงสารจับใจ ดวงตาที่ปิดไว้ก่อนหน้าของเซี่ยซือซือ ลืมขึ้นหลังจากค้นพบว่า ตัวเองได้ทะลุมิติมายังอดีตอันไกลโพ้นแล้วจริง ๆ หลังจากหลับตาลืมตาอยู่หลายหน เรียบเรียงความคิดที่ไหลเข้ามาไม่ยอมหยุด เมื่อค่อย ๆ จัดการกับมันได้ ความเจ็บปวดที่ศีรษะก่อนหน้าจึงบางเบาลง และมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเฉยชา ครบสูตรของการทะลุมิติจริง ๆ มีท่านย่าผู้ชั่วร้าย ขนาบข้างด้วยป้าสะใภ้เลวทั้งสอง ครั้นหันไปมองน้องสาวในวัยสิบขวบของตัวเองกับน้องชายตัวน้อย ทั้งตัวดำเมี่ยมเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเดือน ร่างกายผอมแห้งเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าเก่าขาดมีรอยปะชุนเต็มไปหมด เส้นผมแห้งกรังเหมือนไม่ผ่านน้ำมานาน ยกมือของตัวเองขึ้นมาดู ไม่ได้มีสภาพต่างกันแม้แต่น้อย ครั้นเงยหน้ามองป้าสะใภ้ใหญ่ร่างกายอวบอ้วนเต็มไปด้วยก้อนไขมัน ป้าสะใภ้รองแม้ไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอม ยิ่งแม่เฒ่าเซี่ยด้วยแล้ว ร่างกายบึกบึนเหมือนคนกินดูอยู่ดีมาตลอด “ท่านแม่ดูอาซือมองท่านสิเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่เห็นสายตาเย็นเยียบของคนที่นอนอยู่บนเตียงก็อดแปลกใจไม่ได้ ดูเยือกเย็นจนไม่น่าไว้ใจ “เจ้าอย่าคิดว่ากระโดดน้ำตายแล้วทุกอย่างจะจบนะอาซือ ข้ารับเงินคนบ้านถานมาแล้ว ถ้าเจ้าตายข้าจะให้อาซานไปแทนเจ้า” คำพูดของแม่เฒ่าเซี่ยทำให้ดวงตาของเซี่ยซือซือเบิกกว้าง ท่านย่าของนางขายนางให้คนบ้านถานในราคาแค่ห้าตำลึง เจ้าของร่างเดิมไม่อยากไปเป็นเมียคนพิการ เลยไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทว่าเธอที่มาจากยุคปัจจุบันกลับเข้ามาแทนที่เจ้าของร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมว่ายน้ำไม่เป็น จึงได้ขาดอากาศตายใต้น้ำ แต่เธอที่เข้ามาสวมร่างกลับพาร่างนี้ขึ้นมาจากน้ำได้ โชคชะตาคงเล่นตลกให้เธอกับเจ้าของร่างเดิมมีชื่อเดียวกัน “ท่านย่าอาซานยังเด็กนัก ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย” นานมากกว่าที่นางจะเอ่ยออกมา “มันอยู่ที่เจ้าอาซือ ข้าขอเตือนเอาไว้ อีกสองวันคนบ้านถานจะมารับตัวเจ้าแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องขึ้น ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งอาซานไปแทนเจ้า แล้วขายซือหยางทิ้งเสีย” แม่เฒ่าเซี่ยจ้องหน้าเซี่ยซือซือแบบอาฆาต เด็กนี่ก่อนหน้าดูอ่อนแอไร้ทางสู้ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูแปลกตาไปนัก “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านจะลงโทษคนบ้านสามเรื่องหมั่นโถวนี่อย่างไรเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่ยังไม่ยอมปล่อยสามพี่น้องไปง่าย ๆ “พรุ่งนี้งดอาหารบ้านสาม” แม่เฒ่าเซี่ยเอ่ยแล้วหันหลังเดินออกจากห้องของเด็กน้อยทั้งสามไป โดยมีสะใภ้ใหญ่เดินตามไปด้วย “พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม จำใส่หัวเอาไว้ดี ๆ ด้วยล่ะ” สะใภ้รองหมุนตัวตามหลังไปติด ๆ “ท่านพี่ต่อไปท่านอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ข้ากับน้องเล็กจะทำอย่างไร ถ้าท่านไม่อยู่” เซี่ยซานซานปล่อยเสียงร้องไห้ในทันที

หย่าแล้วก็ไม่ต้องขอคืนดี

หย่าแล้วก็ไม่ต้องขอคืนดี

Chandra Spin
5.0

... ในวันครบรอบแต่งงาน ฮั่วเยี่ยนสือ สามีผู้มั่งคั่งทิ้งเธอไป แล้วหาคนรักแรกของเขา ผู้ชายที่ไม่รักนวลสงวนตัวก็เหมือนสิ่งไร้ค่า ผู้ชายที่เธอเคยอ่อนข้อให้แต่ก็ไม่สนใจเธอ งั้นเธอไม่ต้องการแล้ว จึงขอหย่าทันที ฮั่วเยี่ยนสือไม่สนใจ ซูหว่านหนิงกลับเข้าสู่วงการบันเทิงและเฉิดฉาย รักแรกในอุดมคติชอบแกล้งอ่อนแองั้นเหรอ งั้นก็ให้เธอเผยธาตุแท้จริงให้ทุกคนได้เห็น อดีตสามีที่เป็นคนปากแข็งที่สุด "เมื่อเธอเบื่อแล้วเธอจะกลับมาหาฉัน" แต่ภรรยาที่เคยเต็มใจทำทุกอย่างให้เขานั้นไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในอาชีพเท่านั้น แต่ยังมีคนมากมายมาตามจีบเธออีก ดาราระดับโลกแสดงความรักอย่างแรงกล้า ผู้บริหารบริษัทสื่อพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้เธอยิ้ม แม้แต่ทายาทเศรษฐีอันดับหนึ่งก็ต้องการเธอเท่านั้น จากนั้นฮั่วเยี่ยนสือเริ่มตระหนก เปลี่ยนจากคนเย็นชากลายเป็นคนที่คอยติดตามไม่ห่าง ใช้ทุกวิถีทางเพื่อตามจีบภรรยา ซูหว่านหนิงไม่แม้แต่จะมอง "เมื่อก่อนคุณเฉยเมยกับฉัน ตอนนี้คุณไม่คู่ควรกับฉันแล้ว" ฮั่วเยี่ยนสือขอร้องเธออย่างบ้าคลั่ง "หนิงหนิง เราแต่งงานใหม่เถอะ" ซูหว่านหนิงแสดงท่าทางหยิ่ง "คุณฮั่ว ฉันไม่เคยกลับไปหาของที่ทิ้งไปแล้ว"

ลบไม่ได้ช่วยให้ลืม

ลบไม่ได้ช่วยให้ลืม

rabb
5.0

เซี่ยอวี๋อันชอบเฟิงจี้หานตั้งแต่เด็ก งานแต่งงานที่เธอเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อมานานถึงสามปี แต่เมื่อใกล้ถึงวันแต่งงาน เขากลับพารักแรกกลับ เซี่ยอวี๋อันรู้ดีว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ความรักที่เกิดจากการอยู่ด้วยกันนานๆ การเคารพกันและกัน ทุกอย่างก็แค่การเสแสร้งเท่านั้น เธอตัดสินใจปล่อยมือ ปล่อยเขาไป ในขณะเดียวกันก็ปล่อยตัวเองไปด้วย แต่เมื่อเธอยื่นเอกสารหย่าให้ เขากลับคลั่ง "เซี่ยอวี๋อัน ทำหน้าที่คุณนายเฟิงให้ดี ไม่ต้องคิดเรื่องหย่าเลย" เซี่ยอวี๋อันหัวเราะ "เฟิงจี้หาน ฉันไม่ต้องการอะไรแล้ว รวมถึงนายด้วย"

นางแกร่งหวนคืน

นางแกร่งหวนคืน

rabb
5.0

การสมรู้ร่วมคิดครั้งหนึ่งทำให้ตระกูลถูกทำลายจนหมดสิ้น ญาติพี่น้องต้องตายอย่างน่าสลดใจ ตระกูลเซียวถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏและถูกประณามอย่างหนัก ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก เซียวโหรวถูกสามีทรยศ ขณะตั้งครรภ์ถูกบีบให้กระโดดหน้าผาเพื่อจบชีวิต แต่เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของฮูหยินรองในจวนกงชินโหว จวนโหวที่ดูเหมือนจะทรงอำนาจ แต่กลับเต็มไปด้วยความลับและเรื่องสกปรกต่างๆ เผชิญหน้ากับเหล่าคนเลวที่แฝงตัวอยู่ เซียวโหรวขมวดคิ้วและตัดสินใจจัดการปัญหาอย่างเด็ดขาด นางจัดการคนรับใช้ที่ดื้อรั้น สั่นคลอนคนเลว ทอดทิ้งสามีที่ไม่คู่ควร และสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในเมืองหลวง นางตั้งใจใช้มือที่เรียบเนียนของตนเป็นดั่งมีดคมเพื่อเปิดทางเลือดเพื่อแก้ไขความผิดและล้างแค้นให้กับตระกูล เขาคือรัฐทายาทที่มีอำนาจสูงสุดของตระกูลใหญ่ในแผ่นดินต้าเหลียง เขาหล่อเหลามีความหยิ่งยโสและเจ้าอารมณ์ คนทั่วไปพูดว่าเขาเย่อหยิ่ง ไม่มีมนุษยธรรม คุมขังพ่อฆ่าน้องชาย มือเปื้อนเลือดเหมือนนักฆ่า แต่เขายิ้มและพูดว่า "เมื่อเทียบกับแม่นางเซียวแล้ว ข้าสู้ไม่ติดเลย"

บท
อ่านเลย
ดาวน์โหลดหนังสือ