หวานดอกเหมย

หวานดอกเหมย

CloudSong

5.0
ความคิดเห็น
2K
ชม
14
บท

เมื่อตวนหวางผู้มีอาการเบื่อหน่ายต่อรสรักเดิมๆ ได้พบกับหงเหมยผู้ที่มาพร้อมกับระบำสามชุด 1. มองได้แต่สัมผัสไม่ได้  2. สุภาพบุรุษใช้ปากไม่ใช้มือ  3. ร้อยคำมิสู้หนึ่งสัมผัส ระบำเร่าร้อนของหงเหมยจะเยียวยารักษาอาการนี้ของเขาได้หรือไม่ ยามที่เขาได้ลิ้มรสดอกเหมยดอกนี้ จะรู้สึกหวานปานใด

บทที่ 1 ของขวัญพิเศษ

เสียงพิณกำลังบรรเลงอย่างครึกครื้น

ภายในโถงรับรองขนาดใหญ่ของวังตวนหวาง ยามนี้แสงไฟสว่างไสว มีชายหนุ่มนั่งชมการแสดงอยู่ที่โต๊ะเตี้ยที่ตั้งเรียงเป็นแถวสั้นขนาบสองด้าน เขาเหล่านี้ล้วนเป็นขุนนางรุ่นใหม่ที่ใกล้ชิดกับตวนหวาง

นางรำในชุดเสื้อกระโปรงสีฟ้าหวานเจ็ดคนกำลังกรีดกรายร่ายรำไปตามทำนองพิณและกลองอยู่ตรงกลางโถง แต่ละนางเกล้าผมสูงเผยให้เห็นลำคอเรียวระหง ทุกนางล้วนมีใบหน้างามสมส่วนที่ถูกแต่งเติมสีสันให้สะคราญยิ่งขึ้น เรือนร่างของพวกนางดึงดูดสายตาด้วยส่วนโค้งส่วนเว้าชัดเจน อาภรณ์ที่สวมใส่บางเบาจนเห็นผิวกายขาวเนียนชวนลูบไล้ เสื้อชั้นในเป็นผ้าแถบเกาะอกสูงไม่ถึงคืบ ขอบบนต่ำเสียจนแทบจะเห็นอกอวบปลิ้นออกมา เสื้อชั้นนอกคอกว้างเนื้อบางเบาก็มิได้ช่วยปกปิดอะไร ยามพวกนางบิดกายสะบัดไหล่ตามจังหวะ อกอวบอิ่มก็กระเพื่อมจนผู้ชมรอบข้างต้องกลั้นหายใจตาม

และยามพวกนางโยกเอวส่ายสะโพก ยิ่งเน้นให้เห็นเอวคอดกิ่วและสะโพกกลมกลึง เรียวขายาวกรีดกรายไปมา แลเห็นเนื้อขาวเนียนวับแวมอยู่ภายใต้กระโปรงเนื้อเบาบาง

บรรดาชายหนุ่มที่นั่งชมอยู่ด้านข้างต่างเพ่งมองกันไม่วางตา

พวกนางเหมือนรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่ตึงเข้มของผู้ชม ร่ายรำไปก็ค่อยๆ หมุนพลิ้วบิดกายตามจังหวะ เพียงไม่กี่ก้าว สาวงามหกคนก็มายืนเรียงกันหน้าแถวโต๊ะด้านข้าง เหลือเพียงนางที่งามที่สุดยืนโดดเด่นอยู่ตรงกลางด้านหน้าของตวนหวาง

พวกนางขยับกันอย่างพร้อมเพรียง ขาข้างหนึ่งงอเล็กน้อยจิกปลายเท้า สะโพกกลมกลึงแอ่นขึ้น พร้อมๆ กับมือทั้งสองก็ลูบไล้ขึ้นมาจากข้างสะโพก สายตาฉ่ำปรือจับจ้องที่ผู้ชมเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มเย้ายวน คล้ายดึงดูดสายตาของผู้ชมให้มองตามมือทั้งสองที่ยังค่อยๆ ไล่ขึ้นมาจรดใต้เนินปทุมถัน เอวเล็กสะบัดสะโพกพลางยกขากรีดควงเป็นวง ผ้ากระโปรงบางเบาก็พลิ้วไล้ลงมาตามขาที่ถูกยกขึ้นสูงเผยให้เห็นน่องเรียวขาวก่อนที่พวกนางจะวางเท้าลงแล้วหมุนกายกลับหลังหันไป

จากนั้นพวกนางแอ่นอกเอนหลังเป็นสะพานโค้งครึ่งวง พลางสะบัดสะโพกและไหล่ไปตามจังหวะ แลเห็นอกอวบอิ่มชูชันส่ายไปมาพร้อมกับแถบเสื้อเกาะอกที่ร่นลงไปอีกนิด เรียกเสียงอุทานซี๊ดเบาๆ ดังขึ้นรอบด้านอย่างอดไม่ไหว ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในบริเวณนั้นต่างนั่งโน้มตัวมาข้างหน้า คล้ายกับอยากจะเข้าใกล้นางรำเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมๆ กับบางอวัยวะที่เริ่มแข็งเกร็งขึ้นตามจินตนาการของแต่ละคน

แต่เจ้าของงานที่นั่งอยู่บนพื้นยกสูงที่หัวแถวกลับมองดูอย่างไม่มีอารมณ์ร่วม

มู่จวิ้นเจี๋ย หรือตวนหวาง เป็นชายหนุ่มรูปงามวัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้าสมส่วนดุจรูปปั้น คิ้วหนาตาคมกริบ ดูเป็นที่น่าเกรงขามและดึงดูดเพศตรงข้ามได้ในเวลาเดียวกัน แต่บัดนี้สายตาที่มองนางรำเบื้องหน้ากลับดูเบื่อหน่าย

สองสัปดาห์มานี้ มู่จวิ้นเจี๋ยไม่มีอารมณ์เพศเอาเสียเลย ปกติเขาเป็นดั่งอาชาดุดันที่ควบได้อย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อยในแต่ละคืน วังหลังของเขาแม้มีชายาและนางบำเรอเพียงแปดคนซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับอ๋องและองค์ชายคนอื่นๆ แต่สตรีของเขาล้วนงามสะคราญ แต่ทว่ายามนี้เขากลับรู้สึกไม่เกิดอารมณ์กับสตรีใดในจวนของตนเลย

คืนนี้เป็นงานวันเกิดของเขาซึ่งซ่งเหอผู้เป็นสหายสนิทได้รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมีการแสดงพิเศษที่เขาจะต้องพอใจ เขาคาดว่าซ่งเหอจะส่งสตรีโฉมงามมาถวาย แต่นี่ก็ผ่านไปจนกว่าครึ่งงานแล้ว ยังมิเห็นนางใดดูโดดเด่นเป็นพิเศษเลย

เขาส่งสายตาขุ่นเคืองไปที่ซ่งเหอที่นั่งอยู่เยื้องลงไปทางด้านขวามือ

แต่ซ่งเหอมิได้มองมา สายตาเขาจับจ้องอยู่ที่นางรำที่ยืนอยู่ตรงกลาง สายตาเขาดุจจะกลืนกินนางมิปาน เสียงเพลงจบลงแล้ว พร้อมๆ กับนางคนนั้นบิดกายมาทางซ่งเหอแล้วย่อกายค้างไว้ในท่าปิดการแสดง สองแขนเหยียดขึ้นพร้อมสองมือประกบกันอยู่เหนือศีรษะ เน้นให้สายตาคนดูจับอยู่ที่อกอวบอิ่มที่แอ่นมาข้างหน้าเล็กน้อย ผ้าเกาะอกไหลลงมาตามเต้าขาวสล้างจนแทบจะเห็นยอดปทุมถันทั้งสองข้าง สะโพกบิดไปยังด้านหลัง กายย่อลงเล็กน้อยพร้อมขาข้างหนึ่งเหยียดเฉียงออกมาด้านหน้า แลเห็นเรียวขาขาวรำไรภายใต้ผ้าบาง สายตาฉ่ำเยิ้มสบตาเขาอยู่อึดใจหนึ่งอย่างมีนัยแล้วจึงหรุบต่ำอย่างสะท้านเมื่อเห็นสายตาหื่นที่มองกลับมา

มู่จวิ้นเจี๋ยกระแอมเสียงดัง ซ่งเหอพลันรู้สึกตัว เขาขยิบตาให้นางรำคนงามก่อนนางจะถอยออกจากโถงไป จากกนั้นจึงหันมากล่าวกับมู่จวิ้นเจี๋ย “หวางเหยี่ย กระหม่อมมีของขวัญจะถวายพ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นเสียง ซ่งเหอปรบมือสองครา ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาพร้อมๆ กับร่างเล็กบางในเสื้อคลุมปิดมิดชิดของสตรีนางหนึ่งก็ก้าวเข้ามา นางย่อกายทำความเคารพ “ถวายบังคมหวางเหยี่ยเพคะ”

เสียงกังวานใสมีจังหวะจะโคนชวนฟัง เป็นเสียงที่น่าจะขับร้องได้ไพเราะยิ่ง

... สตรีในเสื้อคลุมปิดมิดชิด? ซ่งเหอกำลังเล่นพิเรนท์อะไรอยู่?... มู่จวิ้นเจี๋ยคิด

“ลุกขึ้น ไหนเจ้าลองเงยหน้าขึ้นมาให้เราดูซิ” เขากล่าว เสียงทุ้มดังกังวาน

สตรีร่างเล็กลุกขึ้นยืนอย่างสงบเสงี่ยมพร้อมเงยหน้าขึ้น เพียงแสงไฟจับที่ใบหน้าของนาง ทั้งโถงก็เงียบลงในบัดดล

ใบหน้าเพรียวหวานรูปไข่ หน้าผากโหนกรับกับจมูกโด่งและคิ้วบางโก่งดุจใบหลิ่ว ตาคมโตเรียวขึ้นดั่งปีกหงส์ ดวงตานางดำขลับดั่งบ่อน้ำลึกแต่ดูฉ่ำหวาน ประกายตาระยิบระยับดั่งกำลังเชื้อชวนให้คนที่มองนั้นก้าวเข้ามาใกล้ คล้ายดั่งว่านางมีความลับชวนให้ค้นหา ผิวนางขาวเนียน แก้มแตะแต้มด้วยสีแดงระเรื่ออย่างธรรมชาติ ปากบางได้รูปกระจับแต่ริมฝีปากอวบอิ่ม ยามนี้ริมฝีปากคู่นั้นเผยอออกเล็กน้อยชวนให้จินตนาการถึงความหวานชุ่มภายใน รอยยิ้มหวานสะเทิ้นอายระบายอยู่บนใบหน้าสะคราญนั้น

เสื้อคลุมเนื้อไหมละเอียดทิ้งน้ำหนักลงไปบนร่างเล็กบาง แลเห็นส่วนโค้งส่วนเว้าและความอวบอิ่มเกินความบางของร่างเล็ก ปลายเท้าเล็กเปลือยเปล่าโผล่ออกมาจากใต้เสื้อคลุม ท่าทางนางที่ยืนตรงดวงหน้างามสะคราญดูไว้ตัว หากแต่ดวงตาและริมฝีปากของนางกลับชวนให้บุรุษจินตนาการถึงบทรักที่ดุดัน

อย่างนี้สิเล่าที่เขาเรียกว่า ‘งามสยบเมือง’!

มู่จวิ้นเจี๋ยชะโงกกายไปข้างหน้าอย่างอดไม่ได้ ดวงตาเย็นชาคล้ายปรากฏแววพึงพอใจ มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงอาการคึกคักที่กำลังกลับคืนมาพร้อมๆ กับเลือดที่สูบฉีดในร่างกาย

“เจ้าชื่ออะไร? ไฉนแต่งกายเยี่ยงนี้?” เสียงทุ้มถาม

“หม่อมฉันมีนามว่าหงเหมยเพคะ” เสียงใสตอบคำถามของมู่จวิ้นเจี๋ย ประโยคแรกฉะฉาน แต่ประโยคที่ตามมาคล้ายลังเล “หม่อมฉันมีระบำมาถวายหวางเหยี่ยเพคะ”

“โอ๋ว ระบำอันใดใยแต่งกายเยี่ยงนี้?” มู่จวิ้นเจี๋ยถาม ด้วยสายตาที่เชี่ยวชาญกับเรือนร่างของสตรี เขาเห็นแล้วว่านางผู้นี้สัดส่วนดูไม่เลวเลย

“ชุดของหม่อมฉัน... ชุดของหม่อมฉันมีไว้ให้หวางเหยี่ยทอดพระเนตรแต่เพียงผู้เดียว ไม่เหมาะสำหรับสายตาผู้อื่นเพคะ”

อ่านต่อ

หนังสือที่คุณอาจชอบ

ทางเดินใหม่ของหัวใจ

ทางเดินใหม่ของหัวใจ

Viv Thauer
5.0

เวินอี่ถงได้เห็นความรักอันลึกซึ้งของเจียงยวี่เหิง แต่ก็ได้สัมผัสกับการทรยศของเขาเช่นกัน เธอเผารูปแต่งงานของพวกเขาต่อหน้าเขา แต่เขากลับมัวแต่ง้อชู้ของเขา ทั้งๆ ที่เขาแค่มองดูแวบหนึ่งก็จะเห็น แต่เขากลับไม่สนใจเวินอี่ถงสุดจะทน ตบหน้าเขาอย่างแรง พร้อมอวยพรให้เขากับชู้ของรักกันยืนยาว แล้วเธอก็หันหลังสมัครเข้ากลุ่มวิจัยลับเฉพาะ ลบข้อมูลประจำตัวทั้งหมด รวมถึงความสัมพันธ์การแต่งงานกับเขาด้วย! ก่อนจากไป เธอยังมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขาอีกด้วยเมื่อถึงเวลาที่จะเข้ากลุ่ม เวินอี่ถงก็หายตัวไป บริษัทของเจียงยวี่เหิงประสบปัญหาล้มละลาย เขาจึงออกตามหาเธอด้วยทุกวิถีทาง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นใบมรณบัตรที่ต้องสงสัยเขาสติแตก “ฉันไม่เชื่อ ฉันไม่ยอมรับ!”เมื่อพบกันอีกครั้ง เจียงยวี่เหิงต้องตกใจที่พบว่าเวินอี่ถงเปลี่ยนตัวตนใหม่แล้ว โดยข้างกายมีผู้มีอำนาจที่เขาต้องยอมก้มหัวให้เขาอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง “ถงถง ผมผิดไปแล้ว คุณกลับมาเถอะ!”เวินอี่ถงเพียงยิ้มยักคิ้ว จับแขนของผู้มีอำนาจข้างๆ “น่าเสียดาย ตอนนี้ฉันอยู่ในระดับที่นายไม่อาจเอื้อมถึงแล้ว”

โชคชะตาของพระชายา

โชคชะตาของพระชายา

Raff Madison
4.5

ฉู่ว่านยู ผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลแพทย์แผนโบราณ มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม ยาที่เธอทำนั้นทุกคนต่างอยากได้ สามารถรักษาได้ทุกโรค แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะย้อนยุค กลายเป็นผู้หญิงที่ขี้เหร่ที่สุดในใต้หล้า และยังเอาชนะใจท่านอ๋องด้วย การเริ่มต้นไม่ค่อยดีก็ไม่เป็นไร มาดูกันว่าเธอจะพลิกผันยังไง การแย่งการแต่งงานงั้นเหรอ? เธอทำให้น้องต้องรับบทเรียน แย่งสินเิมดลับมา ให้ชายั่วหญิงร้ายคู่นี้อยู่ด้วยกันตลอดไป ขี้ขลาดเหรอ? เธอจัดการพ่อร้าย สั่งสอนผู้หญิงเสแสร้ง! ขี้เหร่เหรอ? เธอรักษาพิษในตัว และกลายเป็นคนงามอันน่าทึ่ง! ลูกสาวขี้เหร่ของจวนอัครมหาเสนาบดี กลายเป็นผู้สูงส่ง แม้แต่ผู้โหดเหี้ยมบางคนยังหวั่นไหวกับเธอ เมื่อสุดที่รักจะจัดการผู้ใด เขามักจะช่วยเสมอ... แต่น่าเสียดายสุดที่รักคนนั้นไม่มีเขาอยู่ในใจ ฉู่ว่านยู "ออกไป หย่าเลย ผู้ชายมีแต่เป็นภาระของข้าเท่านั้น" เสี่ยวลี่จิงรู้สึกน้อยใจ "ไม่ได้ ข้าให้ครั้งแรกกับเจ้าแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบข้า"

ฮูหยินของข้า แซ่บไม่เบา

ฮูหยินของข้า แซ่บไม่เบา

Burke Gee
5.0

ทุกคนรู้ดีว่า บุตรีคนโตที่ไม่เป็นที่โปรดปรานในจวนโหวอันติ้งแห่งเมืองหลวง ทำให้แม่แท้ๆ ของตนต้องเสียชีวิต เป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นตัวโชคร้าย ก่อนแต่งงานก็ทำให้แม่เลี้ยงฝันร้ายอยู่หลายวัน ออกเดินทางไปทำบุญนอกเมืองก็ถูกโจรจับตัวไป แต่ใครจะคิดว่าโชคร้ายกลับกลายเป็นโชคดี นางเปลี่ยนนิสัยไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ยอมให้ใครมารังแกอีกต่อไปที่แท้ซูชิงซวู่ ผู้สุดยอดสายลับที่ทะลุมิติมาเผชิญกับพ่อที่เย็นชา แม่เลี้ยงที่ชั่วร้าย คู่หมั้นที่นอกใจน้องสาวต่างแม่ แต่ไม่เป็นไร คอยดูว่าเธอจะจัดการพวกชั่วช้า และเอาคืนทุกอย่าง ทว่าทำไมท่านอ๋องผู้นั้นถึงมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกๆ นั่นล่ะเผ่ยเสวียนจู: บุญคุณที่ช่วยชีวิต ไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้ นอกจากเอาตัวไปแลก

ทางใหม่ เริ่มใหม่

ทางใหม่ เริ่มใหม่

Beckett Grey
4.5

ซ่งจิ่งถังรักฮั่วอวิ๋นเซินอย่างลึกซึ้งนานถึงสิบห้าปี แต่ในวันที่เธอคลอดลูกกลับตกอยู่ในอาการโคม่า ขณะที่ฮั่วอวิ๋นเซินกระซิบข้างหูเธออย่างอ่อนโยนว่า "ถังถัง อย่าฟื้นขึ้นมาอีกเลย สำหรับฉัน เธอไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว" ซ่งจิ่งถังเคยคิดว่าสามีของเธอเป็นคนอ่อนโยนและรักใคร่ตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเขามีแต่ความเกลียดชังและใช้ประโยชน์จากเธอเท่านั้น และลูกๆ ที่เธอเสี่ยงชีวิตให้กำเนิด กลับเรียกหญิงสาวคนอื่นว่า 'แม่' ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่อหน้าที่เตียงคนไข้ของเธอ เมื่อซ่งจิ่งถังฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอทำคือการตัดสินใจหย่าขาดอย่างเด็ดขาด! แต่หลังจากหย่าแล้ว ฮั่วอวิ๋นเซินจึงเริ่มตระหนักว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเต็มไปด้วยเงาของซ่งจิ่งถัง หญิงคนนี้กลายเป็นความเคยชินของเขา เมื่อพบกันอีกครั้ง ซ่งจิ่งถังปรากฏตัวในที่ประชุมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เธอเปล่งประกายจนทุกคนต้องหันมามอง หญิงคนนี้ที่เคยมีแต่เขาในใจ บัดนี้กลับไม่แม้แต่จะมองเขาอีก ฮั่วอวิ๋นเซินคิดว่าเธอแค่ยังโกรธอยู่ ถ้าเขาเอ่ยปากพูดนิดหน่อย ซ่งจิ่งถังจะต้องกลับไปหาเขาแน่นอน เพราะเธอรักเขาหมดหัวใจ แต่ต่อมา ในงานหมั้นของผู้นำคนใหม่ของตระกูลเพ่ย เขาเห็นซ่งจิ่งถังสวมชุดแต่งงานหรูหรา ยิ้มอย่างเปี่ยมสุขและกอดแน่นเพ่ยตู้พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ ฮั่วอวิ๋นเซินอิจฉาจนแทบคลั่ง เขาตาแดงก่ำและบีบแก้วจนแตก เลือดไหลไม่หยุด...

ขอเลิกกับสามีงี่เง่า

ขอเลิกกับสามีงี่เง่า

Thalia Frost
5.0

กลางวันอ่อนหวาน กลางคืนร้อนแรง นี่คือคำที่ลู่เยียนจือใช้เพื่อบรรยายถึงเธอ แต่หานเวยบอกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ไม่ถึงครึ่งปี ลู่เยียนจือกลับไม่ลังเลที่จะขอหย่ากับสือเนี่ยน “แค่ปลอบใจเธอไปก่อน ครึ่งปีข้างหน้าเราค่อยแต่งงานใหม่” เขาคิดว่าสือเนี่ยนจะรออยู่ที่เดิมตลอด แต่เธอได้ตาสว่างแล้ว น้ำตาแห้งสนิท หัวใจสือเนี่ยนก็แตกสลายไปแล้วด้วย การหย่าปลอมๆ สุดท้ายกลายเป็นจริง ทำแท้งลูก เริ่มต้นชีวิตใหม่ สือเนี่ยนจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก แต่ลู่เยียนจือกลับเสียสติ ต่อมา ได้ยินว่าคุณชายลู่ผู้มีอิทธิพลนั้นก็อยู่นิ่งๆ ต่อไปไม่ได้ ขับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ไล่ตามเธออย่างบ้าคลั่ง เพียงเพื่อขอให้เธอเหลือบมองเขาอีกครั้ง...

ภรรยาห้าตำลึงเงิน

ภรรยาห้าตำลึงเงิน

จิ้งจอกสะท้านหม้อไฟ
5.0

คนเราบางครั้งก็หวนนึกขึ้นมาได้ว่าตายแล้วไปไหน ซึ่งเป็นคำถามที่ไร้คำตอบเพราะไม่มีใครสามารถมาตอบได้ว่าตายไปแล้วไปไหน หากจะรอคำตอบจากคนที่ตายไปแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาให้คำตอบที่กระจ่างชัด ชลดา หญิงสาวที่เลยวัยสาวมามากแล้วทำงานในโรงงานทอผ้าซึ่งตอนนี้เป็นเวลาพักเบรค ชลดาและเพื่อนๆก็มานั่งเมาท์มอยซอยเก้าที่โรงอาหารอันเป็นที่ประจำสำหรับพนักงานพักผ่อน เพื่อนของชลดาที่อยู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า "นี่พวกแกเวลาคนเราตายแล้วไปไหน" เอ๋ "ถามอะไรงี่เง่าเอ๋ ใครจะไปตอบได้วะไม่เคยตายสักหน่อย" พร "แกล่ะดารู้หรือเปล่าตายแล้วไปไหน" เอ๋ยังถามต่อ "จะไปรู้ได้ยังไง ขนาดพ่อแม่ของฉันตายไปแล้วยังไม่รู้เลยว่าพวกท่านไปอยู่ที่ไหนกัน เพราะท่านก็ไม่เคยมาบอกฉันสักคำ" "อืม เข้าใจนะแก แต่ก็อยากรู้อ่ะว่าตายแล้วคนเราจะไปไหนได้บ้าง" "อืม เอาไว้ฉันตายเมื่อไหร่ จะมาบอกนะว่าไปไหน" ชลดาตอบเพื่อนไม่จริงจังนักติดไปทางพูดเล่นเสียมากกว่า "ว๊าย ยัยดาพูดอะไร ตายเตยอะไรไม่เป็นมงคล ยัยเอ๋แกก็เลิกถามได้แล้ว บ้าไปกันใหญ่" พรหนึ่งในกลุ่มเพื่อนโวยวายขึ้นมาทันที แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากวันนั้นที่คุยกันที่โรงอาหารจะเป็นการคุยเล่นกันวันสุดท้ายของชลดา เพราะหลังจากเลิกงานกลับมาชลดาก็เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับหอพักด้วยสาเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันและมีการยิงกันเกิดขึ้นและชลดาคือผู้โชคร้ายที่ผ่านทางมาพอดี ท่ามกลางความเสียใจของเพื่อนๆ เอ๋ได้แต่หวังว่า ชลดาคงไม่มาบอกกับเธอจริงๆหรอกใช่ไหมว่าตายแล้วไปไหน

บท
อ่านเลย
ดาวน์โหลดหนังสือ