Login to MeghaBook
icon 0
icon เติมเงิน
rightIcon
icon ประวัติการอ่าน
rightIcon
icon ออกจากระบบ
rightIcon
icon ดาวน์โหลดแอป
rightIcon
สาวใช้ไม่มีปริญญา

สาวใช้ไม่มีปริญญา

อัณณากานต์

5.0
ความคิดเห็น
382
ชม
20
บท

เคยรักเขาที่สุดแต่ตอนนี้เธอคือสุดที่

บทที่ 1 เด็กกิจกรรม

หลายปีก่อน

“นันดารำสวยมากเลย” รุ่นพี่ชมรุ่นน้อง

“พี่แชมป์เห็นด้วยเหรอ”

“พี่แอบดูอยู่หลังเสามายืนดูใกล้ๆ นันดาจะเขินจนรำไม่ออก พี่พูดถูกไหมล่ะ”

“ถูกค่ะ ก็มันเขินจริงๆ นี่นา”

“คนอื่นดูกันเป็นร้อยไม่เห็นเขิน รำบนเวทีก็ไม่เห็นเป็นไร”

“ก็พี่แชมป์ไม่ใช่คนอื่นซะหน่อย”

“หมายความว่าพี่เป็นคนพิเศษของนันดาใช่ไหม”

“ยังจะถามอีก หนูเคยไปไหนกับใครนอกจากพี่ด้วยเหรอ”

“ก็แค่อยากมั่นใจ คู่แข่งแทบจะทั้งโรงเรียน” นันดาเป็นเด็กสาวหน้าตาโดดเด่น ผิวของเธอขาวนวล ใบหน้ารูปไข่ ตาโต ขนตางอน จมูกโด่งกำลังดี ริมฝีปากรูปกระจับเป็นสีชมพูโดยไม่ต้องเติมแต่ง

เธอจึงเป็นที่หมายปองของคนมากมาย

“พูดเว่อร์ไปพี่แชมป์ ไม่มีใครสนใจลูกชาวบ้านแบบหนูหรอก”

“ทุกคนก็เป็นลูกชาวบ้านทั้งนั้นแหละ นันดามีคนมาสนใจเยอะเพราะหน้าตาน่ารัก”

“แล้วพี่แชมป์สนใจแค่หน้าตาหนูเหรอ”

“ตอนแรกพี่ยอมรับว่าสนใจแค่นั้นก็นันดาน่ารักจริงๆ นี่นาแต่พอรู้จักกันก็รู้ว่านิสัยของนันดาก็น่ารักด้วย”

“ขอบคุณค่ะ” นันดาบอกเมื่อมาถึงที่หมาย

“เร็วจัง” ชยพลบ่นเสียดายที่ระยะทางจากโรงเรียนจนถึงปากทางเข้าบ้านของนันดามาถึงเร็วเกินไป

“พี่ไปส่งหน้าบ้านไม่ได้เหรอ”

“ส่งแค่นี้ก็พอค่ะ หนูเกรงใจแม่”

“ก็ได้ พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ”

“บ๊ายบายค่ะ” นันดาโบกมือให้รุ่นพี่ที่ขี่รถจักรยานไปอีกทาง เธอยืนมองเขาจนลับตาแล้วเดินกลับบ้าน

“กลับมาแล้วจ้ะแม่” นันดาไหว้แม่ที่กำลังทำงานฝีมือ เป็นภาพที่เห็นจนชินตาที่มือของแม่จะหยิบจับทำงานอยู่เสมอไม่เคยปล่อยให้มือว่าง

“น้อยหิวรึยัง”

“ยังจ้ะแม่ หนูไปล้างมือแล้วเดี๋ยวมาช่วยแม่ทำนะ”

“ไม่ต้องหรอก ถ้ายังไม่หิวไปสอนการบ้านนิดที แม่ดูแล้วไม่เข้าใจ”

“ได้จ้ะแม่”

นันดา มีชื่อเล่นว่า น้อย อยู่มัธยมศึกษาปีที่สอง มีความสามารถพิเศษด้านรำไทยและร้องเพลง ความถนัดด้านวิชาการอยู่ในระดับกลาง

นัชชา มีชื่อเล่นว่า นิด อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ มีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ ความถนัดด้านวิชาการอยู่ในระดับล่าง

ทุกคนจะเรียกน้องคนเล็กว่านิดแต่สำหรับนันดาคนส่วนมากชอบเรียกชื่อจริงของเธอ ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันทั้งที่ชื่อเล่นก็เรียกง่ายแถมเชยสุดๆ

“พี่น้อย หนูทำเลขข้อนี้ไม่ได้” น้องสาวยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาว

“ไหนพี่ดูสิ” นันดาหยิบสมุดที่หน้ากระดาษเปื่อยยุ่ยขึ้นมาเพราะน้องเขียนๆ ลบๆ ไปหลายรอบ

เธอไม่ได้เรียนเก่งนักแต่ก็โชคดีที่เคยผ่านบทเรียนพวกนี้มาหมดแล้วจึงพอช่วยน้องได้ เธอสอนน้องทีละขั้นตอนและชี้ให้ดูว่าทำผิดส่วนไหนถึงได้คำตอบไม่ตรงกันสักรอบ

“พี่น้อยเก่งที่สุดเล้ย” น้องสาวกอดพี่แล้วเก็บสมุดหนังสือ นัชชามีพี่สาวเป็นต้นแบบ พี่สวยมาก เป็นนางรำของโรงเรียน ร้องเพลงก็เพราะ การเรียนแม้จะไม่เป็นที่หนึ่งของชั้นแต่ไม่เคยสอบตกหรือสอบซ่อมไม่เหมือนเธอที่ต้องซ่อมเป็นประจำ

“ไปช่วยแม่ทำงานดีกว่า” พี่จับมือน้องแล้วพากันเดินไปหาแม่ที่ยังนั่งทำงานอยู่ท่าเดิม

“รอบนี้เป็นของคริสต์มาสหมดเลยเหรอแม่” นันดาถามแม่ที่กำลังนำกิ๊บติดผมสีแดง เขียว ทอง ใส่ถุงพลาสติกใบเล็ก

“เอาไว้ขายเดือนหน้าไง”

“จริงด้วย หนูลืมไปเลยว่าเดือนหน้าก็ธันวา ปลายปีแล้วเหรอเนี่ย เร็วจัง”

สามคนแม่ลูกนั่งทำงานและคุยกันไปด้วย ส่วนใหญ่แม่จะถามลูกเรื่องที่โรงเรียน

นารีเป็นแม่หม้าย สามีของเธอจากไปตอนลูกสาวคนเล็กได้ขวบกว่า ตัวเธอจบแค่ชั้นประถมจึงทำได้แค่งานระดับล่าง เธอทำมาหลายอย่างทั้งค้าขาย กรรมกร ชาวสวนแต่งานสุดท้ายที่ทำให้มีเงินเลี้ยงดูปากท้องคือแม่บ้านประจำสำนักงานแบบไปเช้าเย็นกลับ

งานนี้มีเงินเดือนแน่นอนได้อยู่เป็นหลักแหล่งไม่ต้องเร่ร่อนหรือหาทุนรอนสำรองเอง มีสวัสดิการตามกฎหมายแรงงานแม้ต้องเข้างานตั้งแต่เจ็ดโมงแต่สามโมงก็เลิกงานแล้ว เธอจึงได้กลับบ้านมาทำงานเสริมหารายได้เพิ่มอีกทาง

เงินเดือนมีแล้วแต่เงินออมยังน้อยนัก ลูกก็โตขึ้นทุกวัน รายจ่ายต่างๆ มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

“พี่น้อยไม่ไปประกวดร้องเพลงเดอะสปาล่ะ ต้องชนะแน่ๆ”

“เดอะสตาร์จ้ะ” นันดาแก้ไขคำให้ถูกต้อง

“นั่นแหละๆ เดอะสตาร์น่ะพี่น้อย พี่ไปประกวดเลย ชนะล้านเปอร์เซ็นต์”

“คนเก่งกว่าพี่มีเยอะแยะแล้วพี่ก็ไปไม่ได้หรอกต้องไปคัดตัวที่กรุงเทพไกลจะตาย ที่สำคัญพี่ไปแล้วยัยขี้แงจะไปโรงเรียนกับใคร”

“หนูไม่ได้ขี้แงสักหน่อย” นัชชาทำจมูกย่นที่โดนพี่สาวล้อเลียน

“งั้นคราวหน้าถ้าโดนชมพู่แย่งขนมอีก ไม่ต้องมาฟ้องพี่นะ” ชมพู่กับนัชชาเป็นเพื่อนรักเพื่อนร้ายที่เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ตีกันวันละพันรอบแต่ก็ยังคบกันอยู่

“หนูอยากกินไข่ดาว แม่ทอดให้หนูได้ไหม” นัชชาหันไปพูดกับแม่

“ทำเป็นเปลี่ยนเรื่องนะไอ้หมาเอ๊ย” นันดาหัวเราะร่วนที่น้องสาวทำไม่สนใจแต่สุดท้ายเวลามีเรื่องที่โรงเรียน ก็วิ่งมาหาเธอตลอด

ความเป็นอยู่ของสามแม่ลูกพอกินพอใช้ไม่ถึงขั้นสุขสบายเหลือเฟือ อาหารการกินก็พื้นๆ ธรรมดาแค่ไข่ดาวร้อนๆ กินคู่ข้าวสวยหุงสุกใหม่ๆ เหยาะซอสฝาเหลืองอีกหน่อยก็อร่อยเหาะแล้ว

พอสองทุ่มก็ได้เวลาปิดบ้านเข้านอน ชีวิตคนต่างจังหวัดก็แบบนี้ ตกกลางคืนไม่มีสถานที่ท่องเที่ยว ยิ่งผู้หญิงด้วยแล้วการออกไปข้างนอกยามวิกาลยิ่งหมดโอกาส

“แม่จ๊ะ ครูสุนทรบอกว่า หนูควรสอบชิงทุนที่โรงเรียนในเมืองจ้ะ ตอนขึ้น ม. ปลาย” นันดาคุยกับแม่ ทั้งสามนอนห้องเดียวกันโดยมีน้องสาวนอนตรงกลาง

“ต้องทำยังไงบ้างล่ะ”

“เอาความสามารถพิเศษไปสอบจ้ะ ของหนูก็รำไทยกับร้องเพลง ถ้าสอบได้ก็เรียนฟรีจนจบเลยจ้ะ แล้วก็มีโอกาสไปประกวดงานต่างๆ ในนามโรงเรียน อาจจะได้ค่าขนมด้วยนะจ๊ะ”

“ดีจัง สมัยแม่ไม่มีแบบนี้เลย”

“หนูไปได้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ได้สิ น้อยอยากเรียนอะไรอยากเป็นอะไร แม่สนับสนุนทั้งนั้น”

“ขอบคุณจ้ะแม่”

“นิดล่ะ อยากสอบชิงทุนแบบพี่เขาไหม”

“หนูรำไทยไม่เป็น ร้องเพลงก็แย่”

“วาดรูปไง นิดวาดสวยจะตาย”

“ครูไม่เคยชมเลยจ้ะ ครูบอกว่าวาดรูปสวยก็เอาไปหากินไม่ได้ เด็กฉลาดต้องเก่งเลขกับวิทย์”

“สำหรับที่นี่ใช่แต่สำหรับเมืองกรุง เมืองอื่นๆ หรือต่างประเทศ คนที่เก่งศิลปะก็มีหน้าตาไม่แพ้คนเก่งเลขหรือวิทย์”

“วาดรูปสวยไม่เห็นจะมีประโยชน์เลย” นัชชาไม่เคยไปต่างจังหวัดไกลสุดที่เคยไปคือต่างอำเภอ ถ้าเธอได้เห็นเมืองกรุงหรือได้ฟังเรื่องเล่าจากคนที่เคยไปจะเข้าใจว่าศิลปะมีราคาจับต้องได้ในเมืองที่เห็นคุณค่าของศิลปิน

นันดาไม่เคยไปกรุงเทพแต่ได้ฟังจากชยพล แม่ของเขามีบ้านอยู่ที่กรุงเทพ ช่วงปิดเทอมเขาจะไปพักผ่อนที่นั่นจึงได้เห็นสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ

“เสื้อผ้าที่เราใส่ต้องใช้คนออกแบบวาดเป็นรูปออกมาก่อน ถึงจะตัดเป็นชุดแบบนี้ได้”

“จริงเหรอพี่น้อย” นัชชาถามด้วยความสนใจเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย

“จริงสิ ศิลปินน่ะเท่จะตาย ทำงานที่มีชิ้นเดียวในโลก สิ่งของรอบตัวเราพวกตู้ โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า แก้ว จาน ชาม ช้อน ต้องออกแบบก่อนทำออกมาขายทั้งนั้น” นันดาดีใจที่เห็นแววตาเป็นประกายของน้อง

เธออยากเป็นนักเรียนทุน แม่จะได้นำเงินไปส่งเสียน้องได้เต็มที่ไม่ต้องแบ่งให้เธอ เผลอๆ อาจจะได้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ด้วยในระหว่างที่เป็นนักเรียนทุน

“แล้วแชมป์จะไปเรียนกรุงเทพเหรอ” นารีถามลูกสาว

“จ้ะ แม่รู้ได้ยังไงเหรอ”

“พวกแม่บ้านที่ทำงานเขาคุยกัน ไม่แปลกหรอกพ่อแม่แชมป์มีที่ดินเป็นร้อยไร่”

“จ้ะ” นันดาไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะมีความลับปิดบังแม่ไว้

“ชอบพอกัน ไม่ใช่เรื่องผิด ความรักเป็นสิ่งที่ดีแต่เราต้องวางตัวให้ถูกทำตัวให้เหมาะสม น้อยเข้าใจที่แม่บอกใช่ไหม”

“เข้าใจจ้ะแม่”

“นิดก็ฟังไว้ด้วยนะ เราเป็นลูกผู้หญิง ถึงสมัยนี้จะเปิดกว้างมากขึ้นเรื่องการคบหาดูใจแต่สุดท้ายผู้หญิงก็ถูกมองว่าเสียเปรียบอยู่ดี ไม่ชิงสุกก่อนห่ามนั้นดีที่สุด พลาดพลั้งขึ้นมาเรียกกลับคืนไม่ได้ รักในวัยนี้มันไม่แน่นอน ชีวิตยังอีกไกลนัก”

“จ้ะแม่” นันดารับคำ

“หนูจะอยู่กับแม่ หนูจะไม่มีแฟน พวกผู้ชายไม่เห็นน่าดูสักคน ขี้แกล้งตัวก็เหม็น แหวะ …”

“นิด ! ไม่ว่าคนอื่นสิ ไม่น่ารักเลย” นารีปรามลูกสาว

“ก็หนูพูดจริงนี่นา”

“ถึงจะเป็นเรื่องจริงแต่ถ้าพูดแล้วไม่มีประโยชน์แถมทำให้คนฟังเสียใจก็ไม่ควรพูด เข้าใจไหม”

“เข้าใจจ้ะแม่” นัชชารับคำแต่แอบเถียงอยู่ในใจ

“มีแฟนวันไหน พี่จะล้อเช้ากลางวันเย็นเลย”

“ไม่มีหรอก หนูจะอยู่กับแม่ หนูรักแม่ที่สุดในโลก จะไม่รักใครแล้ว”

“อ้าว ! แล้วพี่ล่ะ นิดไม่รักพี่เหรอ”

“รักสิ รักรองจากแม่ไง”

“พี่ก็รักเธอ ยัยตัวยุ่ง” นันดากอดน้องสาวจนเธอร้องลั่นเพราะหายใจไม่ออก

นันดาอ่านหนังสือเรียน นัชชาวาดรูปเล่น นารีอ่านหนังสือธรรมะ ยังไม่ทันสี่ทุ่มลูกสาวคนเล็กก็หน้าทิ่มใส่กระดาษ พี่สาวจึงจัดแจงเก็บของแล้วจัดท่านอนให้ดีๆ

“ถ้าแม่ไม่อ่านหนังสือแล้ว ปิดไฟเลยก็ได้นะจ๊ะ” เมื่อห่มผ้าให้น้องแล้ว นันดาก็เริ่มง่วงเหมือนกัน

“แม่ก็ง่วงแล้ว งั้นนอนกันเลย ฝันดีนะลูก”

“ฝันดีจ้ะแม่” นันดาหลับตาแล้ววาดฝันถึงอนาคตที่จะได้เป็นนักเรียนทุน หากมีโอกาสและวาสนาส่งเธอคงได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ มันคือความฝันสูงสุดของเธอเพราะใครๆ ก็บอกว่า ที่นั่นเจริญมีโอกาสมากมายให้ไขว่คว้า

เธอทบทวนท่ารำและเนื้อเพลงที่คิดว่าจะใช้ พรุ่งนี้จะไปปรึกษาครูว่าควรใช้กิจกรรมใดในการสอบชิงทุนระหว่างรำไทยกับร้องเพลง เธอไม่แน่ใจว่าอย่างไหนมีโอกาสมากที่สุด ถามผู้รู้ไปเลยจะได้มีโอกาสมากขึ้น

อ่านต่อ

หนังสืออื่นๆ ของ อัณณากานต์

ข้อมูลเพิ่มเติม
กรรมกรอ้อนรัก

กรรมกรอ้อนรัก

สมัยใหม่

5.0

“เชิญจ้ะ ตามสบายนะ” กอบสุขบอกด้วยเสียงสั่นๆ เพราะดำรงไม่ได้มาคนเดียวแต่พาเพื่อนมาอีกสองคน “คุณกอบจำเรื่องที่เคยบอกผมได้ไหมครับ” ดำรงถาม “จำได้จ้ะ เรื่องนั้นใช่ไหม” “คุณกอบต้องพูดให้ชัดเจนนะครับ กระซิบบอกผมคนเดียวก็ได้เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นเพียงทางเดียวเท่านั้นคือคุณกอบยินยอม” “ฉันอยาก xxx” กอบสุขสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเชิดหน้าบอกอย่างมั่นใจ เธอต้องการมันและไม่ใช่เรื่องผิดบาปใดๆ ที่ผู้หญิงอยากทำแบบนี้ หากมันไม่เดือดร้อนใคร ทำไมจะทำไม่ได้ เพื่อนๆ ของดำรงไม่รีรอเมื่อคนชวนมาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต

แม่บ้านวัยกระเตาะ

แม่บ้านวัยกระเตาะ

มหาเศรษฐี

5.0

♡ แรกๆ ก็เอ็นดู หลังๆ ก็อยากให้ดูเอ็น ♡ บางส่วนจากนิยาย: กิตตินอนมองเอมิลี่แต่งตัวอย่างเพลิดเพลินแล้วความคิดซุกซนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากให้เธอใส่เสื้อผ้าเลยให้ตายสิ อยากถอดเสื้อจัง อยากถอดกางเกงด้วย ชุดชั้นในก็ไม่ต้องใส่หรอกบดบังของสวยๆ ทำไม “แล้วพี่โก้ไม่แต่งตัวเหรอคะ” “แต่ง … แต่งครับ รอเดี๋ยวเดียวนะ” กิตติต้องหยุดความคิดฟุ้งซ่านลงก่อน “พี่โก้ไม่อยากไปใช่ไหมคะ” เอมิลี่เดินกลับไปหาคนที่ยังไม่ลงจากเตียง “อยากครับ ไปสิไปกันเลย พี่แต่งตัวอึดใจเดียวก็เสร็จแล้ว” “ไม่จริงหรอกค่ะ ทำอยู่ตั้งนานกว่าพี่โก้จะเสร็จ” คำเตือน: มีการสูญเสีย มีเหตุการณ์สะเทือนใจ

หนังสือที่คุณอาจชอบ

ซูเจิน นายหญิงแห่งพฤกษา

ซูเจิน นายหญิงแห่งพฤกษา

l3oonm@
5.0

“ท่านผู้อำนวยการคะ ทางทีมสำรวจแจ้งว่าคนไม่เพียงพอที่จะเข้าไปเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชในป่าเมืองเหอหนานค่ะ” ซูเจิน ที่ได้ยินก็หูผึ่งทันที เธอนั่งทำการอยู่ในห้องวิจัยตั้งแต่เรียนจบ ถึงตอนนี้ก็สี่ปีได้แล้ว ผู้อำนวยที่เข้ามาตรวจงานวิจัยล่าสุด ก็มองไปรอบห้อง เพื่อดูว่ามีใครต้องการเสนอตัวไปทำงานในครั้งนี้หรือไม่ แต่หลายคนที่เขามองไป ต่างหลบสายตาของเขา จะมีใครอยากออกไปเสี่ยงอันตราย เดินป่าขึ้นเขาให้เหนื่อยสู้นั่งทำงานในห้องปรับอากาศเย็นๆ ดีกว่า เมื่อไม่มีใครคิดจะเสนอตัว เขาจึงได้สอบถามหาผู้ที่สมัครใจทันที “มีใครอยากจะอาสาไปไหม” ไว้กว่าความคิด ซูเจินยกมือขึ้น “ฉันค่ะ” เพื่อนสนิทรีบดึงเสื้อของเธอเพื่อจะห้ามปราม “จะบ้าหรอ เธอไม่เคยไปสักครั้ง ไม่รู้หรือว่างานนี้เสี่ยงแค่ไหน” เสียงกระซิบของเสี่ยวชิง เอ่ยลอดไรฟันออกมา เมื่อปีที่แล้ว ที่ทีมสำรวจเดินทางเข้าไปที่ป่าเหอหนาน พื้นป่าที่ไม่อาจสำรวจได้อย่างทั่วถึง สร้างความท้าทายให้เหล่านักพฤกษศาสตร์จากทุกองค์กร แต่ไม่ว่าจะส่งเข้าไปกี่ครั้งก็ไปไม่ถึงป่าชั้นกลางเสียที แม้จะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเข้าช่วยเพียงได้ ก็สำรวจได้เพียงป่าชั้นนอก แถมยังพาชีวิตคนไปทิ้งอีกนับไม่ถ้วน ปีนี้ทางองค์กรของซูเจิน หยิบโครงการสำรวจป่าเหอหนานขึ้นมาใหม่ แต่กว่าจะหาทีมสำรวจได้ครบคนก็กินเวลาไปหลายเดือน ถึงตอนนี้คนก็ยังไม่พอจนต้องมาถามหาจากทีมวิจัยให้ช่วยเหลือ “คุณอยากไปจริงหรือ” เขาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “ค่ะ ฉันอยากลองทำงานนี้” ซูเจินยิ้มออกมา “ได้ อีกสองวัน คุณก็เตรียมตัวให้พร้อม” เมื่อมีคนเสนอตัวแล้ว ผู้อำนวยการก็ออกไปพบทีมสำรวจ เพื่อวางแผนการทำงาน ทั้งยังให้ซูเจินตามเขาไปเข้ารวมการประชุมในครั้งนี้ด้วย “เธอมันบ้าไปแล้ว” เพื่อร่วมงานต่างเดินเข้ามาหาซูเจิน แล้วตำหนิเธอที่กล้ายกมือเสนอตัว “เอาน่า ไว้กลับมาฉันจะเอาเรื่องสนุกมาเล่าให้พวกเธอฟัง” ซูเจินยิ้มหวานออกมา ก่อนที่จะเก็บของแล้วไปเข้าร่วมประชุมกับทีมสำรวจ สองวันต่อมาซูเจินก็แบกกระเป๋าเดินทางมาที่จุดนัดพบ เธอออกเดินทางด้วยรถตู้ขององค์กร พร้อมทีมสำรวจอีกเกือบยี่สิบชีวิต ยังดีที่เธอได้แบกกระเป๋าเพียงใบเดียว หากต้องแบกเต็นท์นอน อาหารด้วย คงได้เป็นภาระของคนอื่นอย่างแน่นอน ภายในป่าเหอหนาน น่ากลัวว่าที่ซูเจินคิดไว้เยอะ พอตะวันตกดิน หากไม่มีแสงไฟที่ทีมสำรวจนำมาด้วยคงจะมืดจนมองไม่เห็นอะไร เสียงแมลงทั้งสัตว์ป่าร้องตลอดทั้งคืน สร้างความหวาดกลัวให้กับคนที่ไม่เคยเข้าป่าสักครั้งอย่างเธอได้อย่างดี ยังดีที่เจ้าหน้าที่ผู้นำทางติดตามมาด้วยอีกหลายคน พวกเขาจึงได้อยู่ผลัดเปลี่ยนเวรยาม เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามาถึงตัวพวกเขา หลายวันที่อยู่ในป่า ซูเจินเก็บตัวอย่างพันธุ์ได้หลายชนิด แต่ทั้งทีม ยังเดินไม่หลุดป่าชั้นนอกเลย ยังดีที่อาหารที่เตรียมมาเพียงพอให้พวกเขาอยู่ไปได้อีกหลายวัน “เอ๊ะ” เข้าวันที่เจ็ดของการสำรวจป่า ซูเจิน เห็นดอกไม้แปลกตา ที่ขึ้นอยู่ท่ามกลางพงหญ้ารก เธอจึงเดินห่างจากกลุ่มทีมสำรวจเข้าไปดูทันที เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรได้ ระยะห่างที่อยู่ไกลจากพวกเขา หากร้องเรียกก็ยังได้ยินอยู่ เธอหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา พร้อมทั้งจดรายละเอียดก่อนที่จะดึงต้นไม้เก็บเข้าถุงเก็บตัวอย่างที่เตรียมมา แต่เมื่อมือของซูเจินสัมผัสไปที่ดอกไม้ เธอก็ต้องตกตะลึง เหมือนมีกระแสไฟวิ่งผ่านปลายนิ้วไปจนทั่วทั้งตัว “โอ๊ยย” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของซูเจิน เรียกความสนใจให้คนทั้งหมดรีบวิ่งมาทางที่เธออยู่ ซูเจินเห็นเพียงแสงสีขาวที่สว่างวาบไปทั่ว แล้วภาพตรงหน้าของเธอก็ดำมืดลง

คุณสามีเป็นผู้พิการ

คุณสามีเป็นผู้พิการ

Devocean
4.9

"คุณต้องการเจ้าสาว ส่วนฉันก็ต้องการเจ้าบ่าว ทำไมเราไม่แต่งงานกันล่ะ?" ภายใต้เสียงเยาะเย้ยของทุกคน ถังเลี่ยน ซึ่งถูกคู่หมั้นของเธอทอดทิ้งในพิธีแต่งงาน กลับแต่งงานกับเจ้าบ่าวพิการข้างบ้านที่ถูกรังเกียจ ถังเลี่ยนคิดว่าอวิ๋นเซินเป็นชายหนุ่มที่น่าสงสาร และเธอสาบานว่าจะให้ความรักใคร่แก่เขาและตามใจเขาหลังแต่งงาน ใครจะรู้ว่าเขาแกล้งเป็นแบบนั้น... ก่อนแต่งงาน อวิ๋นเซินว่า "เธอต้องสนใจเงินของผมถึงยอมแต่งงานกับผม ผมจะหย่ากับเธอหลังจากที่ผมใช้ประโยชน์เธอเสร็จ" หลังแต่งงาน อวิ๋นเซินว่า "ภรรยาของผมต้องการหย่าทุกวัน แต่ผมไม่อยากหย่า ทำอย่างไรดีล่ะ"

สามี ข้าจะเลี้ยงดูท่านเอง

สามี ข้าจะเลี้ยงดูท่านเอง

จิ้งจอกสะท้านหม้อไฟ
5.0

หวังฉีหลิน อายุ 25 ปีสาวเจ้าหน้าที่การเกษตรและพ่วงมาด้วยเจ้าของสวนสมุนไพรรายใหญ่ เสียชีวิตกระทันหันหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยวพักผ่อนและเธอได้เก็บเอาก้อนหินสีรุ้งมาจากพระราชวังโปตาลามาได้เพียงสามเดือน ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ หากตายไปแล้วก็ไม่เป็นไรเพราะเธอเองเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนกระทั่งมีอายุได้ 18ปี ถึงได้ออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองตอนนี้เธอ ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงแล้ว เพียงแต่เสียดายที่เธอยังไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเองเลย เฮ้อ ชีวิตคนเรานั้นมันแสนสั้น อายุ25 แฟนไม่เคยมี สามียังอยากได้ ไหนจะลูกๆที่ฝันอยากจะมีอีก คงต้องหยุดความหวังและความฝันเอาไว้เท่านี้ เหนือสิ่งอื่นใด ตายแล้วตายเลยจะไม่ว่า แต่ดันตื่นขึ้นมาในร่างหญิงชาวนายากจน ชื่อหวังฉีหลินเช่นเดียวกับเธอพ่วงมาด้วยภาระชิ้นใหญ่ อย่างสามีที่ป่วยติดเตียงและลูกชายฝาแฝดทั้งสอง แถมยังมีภาระชิ้นใหญ่ม๊ากกกมาก กอไกล่ล้านตัวอย่างพ่อแม่สามีและน้องๆของสามี ที่โดนบ้านสายหลักกดขี่ข่มเหงรังแก เอารัดเอาเปรียบและบังคับแยกบ้านหลังจากที่สามีของนางได้รับบาดเจ็บสาหัส สาเหตุที่หวังฉีหลินต้องมาตายไปนั้นเพราะโดนลูกสะใภ้บ้านสายหลักผลักตกเขาระหว่างที่กำลังยื้อแย่งโสมคนที่หวังฉีหลินขุดมาได้

บุตรเช่นข้า หาได้ต้องการบิดาเช่นท่าน

บุตรเช่นข้า หาได้ต้องการบิดาเช่นท่าน

จิ้งจอกสะท้านหม้อไฟ
5.0

หลินตงหยาง อายุ 27 ปี เติบโตมากับแม่เพียงสองคน ในวัยเด็กหลินตงหยางเคยมีพ่อผู้ให้กำเนิดแต่หลังจากที่พ่อได้งานใหม่ในเมืองหลวงพ่อที่เคยมีก็ไม่มีอีกแล้ว พ่อกลับมาหย่าขาดกับแม่ทันทีที่ไปทำงานในเมืองหลวงได้เพียง 2 เดือน ด้วยให้เหตุผลในการหย่าว่า แม่กับและเขาคือตัวถ่วงความเจริญในชีวิตพ่อ สาเหตุก็ไม่มีอะไรมากแค่พ่อหน้าตาหล่อเหลาและเป็นที่ถูกใจของลูกสาวหัวหน้างาน เพื่อตำแหน่งงานและความเป็นอยู่ที่สบายขึ้น พ่อเลือกที่จะทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ผ่านเรื่องยากลำบากมาด้วยกัน หย่าขาดกับภรรยาเพื่อไปแต่งงานใหม่ มีชีวิตใหม่ในเมืองหลวง โดยทิ้งคนข้างหลัง ทิ้งภรรยาที่เคยสาบานว่าจะอยู่ครองคู่กันตลอดไป ในปีที่เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย แม่ก็ล้มป่วยและจากเขาไปในที่สุด สาเหตุที่หลินตงหยางเสียชีวิต เพราะทำงานหนัก อาชีพโปรแกรมเมอร์ตัวเล็กๆ อย่างเขา ต้องพยายามทำงานให้ได้ตามที่หัวหน้าสั่งมา ในที่สุดเขาก็พัฒนาเกมกำลังภายในของบริษัทได้สำเร็จ หลินตงหยางนอนหลับไปด้วยความสบายใจ แต่ทว่าพอเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นี่ไม่ใช่คอนโดหรูย่านใจกลางเมืองปักกิ่ง หลังคามุงหญ้านี่คืออะไร มันควรจะเป็นเพดานสีขาวสิ เมื่อมองไปรอบๆ ห้องนี่คืออะไร นี่มันไม่ใช่ผนังที่ทำมาจากคอนกรีต มันคือดินเหนียว หลินตงหยางคิดว่าตัวเองฝันไป เขาหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมตาขึ้น ทุกอย่างยังเหมือนเดิม มารดามันเถอะ เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไมไ่ด้ฝัน ตอนนั้นเองเขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง และในหัวของเขามีภาพเหตุการณ์ของเด็กชายที่ชื่อเดียวกับเขา หลินตงหยาง อายุ 10 ขวบ เรื่องราวชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายไปของเด็กชาย ทำเอาหลินตงหยางกำมือแน่น ก่อนจะสบถออกมา “พ่อสารเลว เฉินซื่อเหม่ยชัดๆ” และตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของน้องสาว สาเหตุที่เด็กชายหลินตงหยางเสียชีวิต เพราะถูกผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นย่าแย่งผักป่าและทุบตี ทั้งๆ ที่คนพวกนั้นได้ตัดขาดพับพวกเขาสามแม่ลูกแล้ว แต่ยังมิวายข่มเหงรังแก

บท
อ่านเลย
ดาวน์โหลดหนังสือ