Login to MeghaBook
icon 0
icon เติมเงิน
rightIcon
icon ประวัติการอ่าน
rightIcon
icon ออกจากระบบ
rightIcon
icon ดาวน์โหลดแอป
rightIcon
ผมเซ็นสัญญาเป็นทาสท่านออสการ์ 99 วัน

ผมเซ็นสัญญาเป็นทาสท่านออสการ์ 99 วัน

Jeremy4289

5.0
ความคิดเห็น
5
ชม
5
บท

พอถึงเบญจเพสผมก็ดวงกุดขึ้นมาเลยดิ๊! แถมโชคชะตาดันเล่นตลกให้ตกไปเป็นทาสของ ‘ออสการ์’ นายท่านหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ที่มีรูปร่างหน้าตาและฐานะอันสูงส่ง พร้อมกฎสุดประหลาดในสัญญาที่ทำให้ทาสอย่างผม... ฟินลืม!

บทที่ 1 Chapter 01 : ความฉิบหายของกวินทร์

Chapter 01

ความฉิบหายของกวินทร์

[โอ้ยเชี่ย! ขอโทษนะมึง ทั้งที่กูรับปากมึงไว้แท้ ๆ แต่ดันลืมสนิทเลยว่ามีนัดสำคัญกับผู้ใหญ่เอาไว้แล้ว] ปลายสายร้องเสียงดังเหมือนสำนึกผิดจะแย่

ผมหยุดเดินแล้วหอบลมหายใจเข้าถี่ ๆ ปั้นหน้าเซ็งกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับมากะทันหัน

[มึงไม่โกรธกูใช่ป้ะ?] มันถาม

มันกล้าถาม!

ผมกรอกตาตอนพยายามหาคำตอบที่ดีที่สุด “ไม่...” ผมตอบ “ก็แค่งานวันเกิดครบรอบยี่สิบห้าปีของกูที่เรานัดกันเอาไว้แล้ว... อย่างดิบดี” เน้นน้ำเสียงตอนท้าย

[โธ่... ไอ้วินทร์]

“แต่กูก็โอเคแหละ มึงไปทำธุระของมึงเถอะถ้าบอกว่ามันสำคัญขนาดนั้นอะ กูคงทำห่าอะไรไม่ได้แล้วล่ะนอกจากยอมรับความจริง ยอมรับชะตากรรมอันโดดเดี่ยวของกู คนที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีเพื่อนที่ไหนนอกจากมึงแค่คนเดียวไอ้เรน!”

[ดีมากเพื่อนรัก]

เดี๋ยวนะ! น่าจะเข้าใจอะไรผิดป้ะ

[ไว้กูจะฉลองวันเกิดย้อนหลังให้มึงก็แล้วกันนะ มึง ๆ! กูต้องไปแล้วไว้คุยกันนะ] เหมือนมีเหตุการณ์ฉุกละหุกเกิดขึ้นจากนั้นการสนทนาก็ถูกตัดไป

ผมเบ้ปากพร้อมยักไหล่เก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋ากางเกง แล้วพาร่างอันห่อเหี่ยวในชุดเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยสเว็ตเตอร์สีแดงรูบี้พร้อมกับกางเกงยีนส์ตัวเก่งเดินทอดน่องไปตามตรอกย่านธุรกิจหรูใจกลางเมืองด้วยรองเท้าสนีกเกอร์สีขาว

เมื่อปาร์ตี้กับเพื่อนสนิทถูกยกเลิกผมจึงเลือกที่จะเดินไปเรื่อย ๆ เพื่อคิดหาหนทางที่จะไม่ให้ตัวเองต้องนั่งเบื่อหน่ายในวันแสนมีความหมายแบบนี้

เซ็งโคตร

ผมพูดไม่ผิดหรอกว่าผมไม่มีใครที่ไหนนอกจากมันแค่คนเดียว เรนเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ม. ปลาย และเราเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยกันตั้งแต่สองปีที่แล้ว ฉะนั้นชีวิตกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ผมจึงมีแต่มัน

แต่ว่าควรจะเริ่มต้นจากที่ไหน ผมยังไม่อยากกลับห้องเลย ก็อุตส่าห์แต่งตัวเตรียมออกมาทำกิจกรรมตามที่แพลนเอาไว้แล้วแท้ ๆ ดูซิ วัดก็ไม่ได้เข้า ร้านอร่อยที่เฟบไว้ในไอจีก็ไม่ได้ไป

แถมคาเฟ่ชิค ๆ ที่เตรียมมาทำคอนเทนต์อัปลงติ๊กต่อกก็ต้องแห้ว

“ดูสิ อุตส่าห์แต่งชุดใหม่เอี่ยมออกมาแล้ว” ผมบ่นพึมพำขณะหยุดยืนเพื่อสำรวจสภาพตัวเองในเงาสะท้อนของผนังกระจกร้านอาหารแห่งหนึ่ง

เพราะผอมลงนิดหน่อยทำให้ตอนนี้ดูดีโคตร ๆ ถ้าได้ถ่ายรูปถ่ายคลิปต้องออกมาดูดีแน่ ๆ

น้ำหนักผมลดไปได้กว่าห้ากิโลกรัมแล้วในสัปดาห์นี้ แน่นอน มันมีแรงจูงใจบางอย่างที่กระตุ้นเร้าผม และก็ดูเหมือนผลลัพธ์จะออกมาดีขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

ผมเผลอฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจใส่เงาสะท้อนในกระจก คิดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย นี่ไงล่ะ พอได้คิดถึงเขาผมก็มีความสุขขึ้นมาเลยว่ะ

และนั่นคงเป็นเขา ในร้านอาหารนั่น!...

ผมยกมือขยี้ตาเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้เพ้อจนเกิดภาพหลอน เห็นผู้ชายที่ตัวเองแอบปลื้มนั่งอยู่ข้างใน

วูบแรกผมรู้สึกตื่นเต้นจนเผลอกระทืบเท้าลงส้นตัวสั่นแล้วกรีดร้องในใจ แต่ว่าอาการนั้นก็ต้องหายไปเมื่อเห็นอีกคนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาคือเพื่อนของผม... เพื่อนคนเดียวกับที่เพิ่งปฏิเสธนัดปาร์ตี้วันเกิดของผมไปนั่นล่ะ

ไอ้เรนทำไมถึงอยู่กับเตชิตล่ะ?

เป็นคำถามที่ไม่ควรถาม ภาพตรงหน้าก็ทนโท่อยู่แล้วไงล่ะ

มากกว่าเพื่อนแน่นอน แต่เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนี้ ในเมื่อมันรู้... หมายถึงไอ้เรนเพื่อนรักของผม มันรับรู้ว่าเตชิตคือคนที่ผมแอบปลื้มมาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย รู้มาโดยตลอด แต่เกิดอะไรขึ้น?

ดูภาพที่พวกเขายกช้อนป้อนอะไรสักอย่างใส่ปากให้กันสิ...

“เชี่ย...!” ผมได้แต่ร้องพึมพำตอนยืนมองภาพบาดใจอย่างสับสน ภาวนาให้มันเป็นภาพลวงตาจริง ๆ หรือไม่ก็ขอให้มันเป็นแค่ความฝัน

ผมอยากจะตื่นจากฝันแต่พระเจ้า... ผมหลุดไปจากตรงนี้ไม่ได้ ผมกำลังเผชิญอยู่กับภาพความจริงอันโหดร้าย!

ขณะนั้นรองเท้าสนีกเกอร์สีขาวก็พาร่างของผมผลักประตูร้านเข้าไปโดยที่สมองยังไม่สั่งการด้วยซ้ำ

“ธุระกับผู้ใหญ่ของมึงคือที่นี่เหรอวะไอ้เรน?” ผมเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

ทั้งสองคนมองผู้มาใหม่อย่างผมด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะคนที่ถูกผมเรียกชื่อ

“กวินทร์!” มันร้องออกมาอย่างตกใจ

“มึงยกเลิกนัดกับกูเพราะมาหาคนที่กู...” แล้วชำเลืองมองไปยังอีกคนที่นั่งเด๋อ ๆ อยู่ด้วยหัวใจที่กำลังบอบช้ำขึ้นเรื่อย ๆ ผมหลับตาลงแล้วกลั้นใจพูดออกมาตรง ๆ “ที่กู... แอบชอบเหรอวะ?”

“กวินทร์ คือ...”

“มีอะไรจะอธิบายรึเปล่า? แต่กูว่าคงไม่มีหรอก แม่งชัดเจนอยู่แล้วนี่หว่า ทำไมมึงถึงทำกับกูได้วะเรน”

“เราไปคุยกันข้างนอกดีกว่านะกวินทร์” ไอ้เรนพยายามคิดหาทางออก คว้าข้อมือผมไว้พร้อมกวาดมองไปรอบ ๆ ร้านอย่างหวั่นวิตกกับสายตาที่กำลังจ้องมาอย่างแตกตื่นเหล่านั้น

“ไม่ต้องหรอก” ผมปฏิเสธเสียงนุ่มแล้วสะบัดมือมันออก “คุยตรงนี้ให้รู้กันไปเลยจะได้จบ ๆ ซะทีเดียว กูไม่ชอบอะไรที่ยืดเยื้อ”

อีกฝ่ายกลืนก้อนน้ำหลายเหนียวหนืดลงคอ “ก็ได้ กูเองก็อึดอัดเต็มทน” มันว่า

“นานแล้วสินะ?” ผมเลิกคิ้ว

ไอ้เรนพยักหน้าอย่างไม่อยากยอมรับ “เกือบปีแล้วที่เราคบกัน”

“และเขาก็คงรู้เรื่องทุกอย่างของกูหมดแล้ว” ผมพูดถึงบุคคลที่สามโดยไม่หันไปสบตา “เชี่ยเอ๊ย...!” ผมไม่อยากจะนึกภาพ

“...!”

“พวกมึงคงมีความสุขมากที่เห็นกูเป็นตัวตลก ในขณะที่กูพร่ำเล่าความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่มีให้เขาเหมือนตุ๊ดเด็กหัวโปก ในใจมึงคงนึกขำ สนุกปากตอนเอามาเล่าให้กันฟัง”

เพื่อนรักผมส่ายหน้าพร้อมเม้มริมฝีปาก

“มึงเป็นเพื่อนกูนะเรน แต่ทำไม...” ผมกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง

“ก็เพราะกูรักมึงไง ถึงได้กลัวว่าถ้าบอกไปแล้วมึงจะเสียใจ”

“ถ้าบอกตั้งแต่แรกกูคงเสียใจน้อยกว่านี้...” น้ำเสียงของผมแหบพร่าเช่นเดียวกันกับน้ำตาก็แห้งผาก เหมือนกับผมกำลังร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยดเดียว

“กูเสียใจ...”

ผมมองเพื่อนรักของตัวเองแล้วถอนหายใจก่อนจะหันไปยังอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้สารภาพกับคุณซักที คุณเตชิต...” ผมเปรยก่อนจะสูดหายใจเข้าให้ลึกที่สุด “ผม... แอบชอบคุณมานานมาก นานกว่าไอ้เรนซะอีก แต่เพราะผมไม่เคยมั่นใจในตัวเองเลย” พลางก้มมองดูรูปร่างของตัวเอง “ผมรู้ตัวว่าไม่คู่ควรกับเดือนมหาลัย แต่ก็แอบหวังเล็ก ๆ ว่ามันจะเหมือนกับในหนังหรือนิยายรักที่เคยดูเคยอ่านมาบ้าง มีความสุขทุกครั้งที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคุณ แม้ช่วงเวลานั้นคุณจะไม่ได้สนใจหรือจดจำมันก็ตาม...” ผมเม้มริมฝีปากพลางหลุบสายตาลงต่ำก่อนจะเผยอยิ้มอย่างนึกสมเพชตัวเอง

“...”

“เท่านี้ล่ะครับที่ผมอยากจะพูดกับคุณ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ไอ้เรนเป็นคนหน้าตาดี คุณทั้งสองก็เหมาะสมกันแล้ว” แล้วมองคนทั้งคู่สลับกันไปมา

“กวินทร์...” เรนเอื้อมมาแตะที่หลังมือผม

“สำหรับเรานะเรน... คงต้องเว้นกันซักระยะ รอดูต่อไปในอนาคต เผื่อกาลเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น กูเองก็หวังให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมโดยเร็ว ภาวนาให้ใจกูยกโทษให้มึงไว ๆ ก็แล้วกัน” ผมพูดทิ้งท้ายพร้อมกับแกะมืออดีตเพื่อนรักออกจากพันธนาการก่อนจะหมุนตัวหันหลังแล้วก้าวเดินจากมา

ทันทีที่พ้นรัศมีร้อยเมตรจากสองคนนั้น แรงปะทุในใจของผมก็ระเบิดออกมาเป็นหยดน้ำตาและเสียงสะอื้น ผมไม่สนใจอีกแล้วว่าจะมีใครมองอยู่บ้าง แต่ที่มันทำกับผมแม่งโคตรเจ็บ!

ผมไม่รู้ตัวเองเลยว่าไปขนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบสิบขวดจากร้านสะดวกซื้อออกมาวางกองไว้ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็กระดกอึก ๆ หมดไปสองขวดแล้ว

ผมไม่ชอบคนโกหก ไม่ชอบใครทำอะไรลับหลัง และไม่อยากถูกหักหลังแบบนี้!

ผมนั่งชีช้ำกระหล่ำดองอยู่ที่ม้านั่งข้างหน้าร้านนั้นแหละ

ถึงผมกับเตชิตจะไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ผมโคตรชอบเขาเลยนะเว่ย! ผมแม่งโคตรเพ้ออ้ะ! ตั้งแต่เรียนจบมาก็ไม่เคยชอบใครเลยนอกจากเขา ไอ้เรนแม่งก็รู้มาตลอด แต่ยังเสือกกินลับหลังเพื่อนได้ลงคอ แถมกินกันมาเป็นปีแล้วด้วย

“ไอ้เพื่อนเหี้ย!”

ผมแม่งโคตรน่าสงสารอะ ชอบใครใครเขาก็ไม่ชอบตอบ ตั้งแต่เกิดมาจนครบเบญจเพสปีนี้ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคนเดียว ไม่มีเลยเจ้าค่ะ!

คนเดียวที่พอจะมีหวังก็ถูกเพื่อนรักเอาไปกินซะแล้ว

ฮือ... แล้วผมจะมีกำลังใจใช้ชีวิตต่อไปยังไง

แล้วกระดกต่ออีกรัว ๆ

ไม่ใช่แค่ไม่เคยมีแฟนนะ แต่ผมไม่ใช่พวกสายดื่มอีกด้วย กินเบียร์กินเหล้าเป็นกับเขาที่ไหน นี่ก็กินเอาฟีล คิดว่าเพราะเสียใจก็เลยคอแห้ง ดื่มอึก ๆ แทนน้ำ

เห็นไหมว่าผมมันเป็นพวกใส ๆ อ่อนต่อโลกขนาดไหน ไม่สิ ผมมันเป็นไอ้พวกขี้แพ้ อ่อนหัด ขี้ขลาด และโง่สุด ๆ เกินจะบรรยาย ตอนนี้ผมโคตรเกลียดตัวเองเลย!

ผมไม่รู้ตัวเลยว่านั่งอยู่ตรงนั้นนานขนาดไหน

จนกระทั่ง...

ภาพตัด

ปัง ปัง ปัง!

อะไรวะเนี่ย

ใครมาเคาะหาอะไรแต่เช้าวะ!

พอนึกขึ้นได้ว่าเป็นเสียงประตู ผมจึงลุกขึ้นไปเปิดตัวอาการงัวเงีย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงอย่างกับคนบ้า

แล้วพอเปิดประตูออกผมก็ต้องตกใจ เพราะมีผู้ชายในชุดสูทสองคนยืนอยู่หน้าห้อง ใส่แว่นดำทำเท่ซะด้วย

“คุณกวินทร์ใช่มั้ยครับ?” หนึ่งในนั้นเอ่ยปากถาม

ผมมองพวกเขาอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก แถมสายตายังปรับโฟกัสได้ยังดีด้วย “ครับ” ผมครางตอบเสียงอู้อี้

เสียงกูเป็นอะไรวะเนี่ย?

“ถ้าอย่างนั้นช่วยมากับเราด้วยครับ”

แล้วยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบตกลงอะไร ก็โดนสองคนตัวใหญ่ตรงหน้าหิ้วปีกออกจากห้องไป

“โว้ยยยย ปล่อยยย! จะพาไปไหน ประตูห้องก็ยังไม่ปิดเลยยย!!!” ผมแหกปากร้อง แต่ก็ดูจะไม่เป็นผล

พวกเขาลากผมลงมาจากอพาร์ตเมนต์ซอมซ่อ 5 ชั้น ไร้ลิฟต์โดยสาร และใช่ ผมอยู่ชั้น 5 เพราะราคาถูกสุด แล้วจับผมยัดใส่รถซีดานสีดำคันหรูที่จอดรออยู่อย่างรวดเร็ว มีใครบางคนชะโงกหน้าออกมาดูเพราะเสียงร้องของผมด้วย แต่ก็ทำได้แค่มองอยู่อย่างนั้น

นี่ผมกำลังโดนลักพาตัวเหรอเนี่ย!

“ช่วยด้วยยย! ผมโดนฉุดไปไหนไม่รู้! อ๊ากกก!!!”

“ถ้าไม่หยุดร้อง เราอาจจะต้องใช้วิธีที่โหดร้ายกับคุณ” คนที่นั่งฝั่งด้านข้างคนขับหันมาขู่ผม แล้วยกเครื่องมืออะไรสักอย่างขึ้นมา

แปรบ แปรบ

เชี่ยยย! เครื่องช็อตไฟฟ้า!

ผมนั่งเงียบมาตลอดทาง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง จนพวกเขาลากผมเข้ามาอาคารสำนักงานสุดหรูสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง มีแต่คนแต่งตัวดีด้วยชุดสูทราคาแพง ฉีดน้ำหอมแบรนด์เนมกลิ่นฟุ้งไปทั่วเดินกันขวักไขว่ และใช่ ผมอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยสเว็ตเตอร์สีแดงรูบี้กับกางเกง

บ็อกเซอร์สีเหลืองลายเป็ดก้าบ

หดหู่สุด ๆ

เขาล็อกแขนผมขึ้นลิฟต์มายังชั้น 40 แล้วจับผมมานั่งจ่องอยู่ที่เก้าอี้ตัวหนึ่งหน้าโต๊ะทำงานของใครสักคน มันเป็นห้องที่มีกระจกเปิดโล่งเห็นวิวเมืองหลวงได้แบบเต็มสายตา

โคตรสวย ห้องนี้โคตรดี ถึงจะรับแสงแดดเต็ม ๆ แต่แอร์ก็เย็นฉ่ำ มีกลิ่นอโรม่าหอม ๆ ในห้องนี้ด้วย ในขณะที่ผมเริ่มได้กลิ่นคล้ายละมุดหมักออกมาจากลมหายใจตัวเอง

“ดูคลิปนี้รอก่อนครับคุณกวินทร์”

ผมสะดุ้งตอนที่หนึ่งในสองคนนั้นยื่นแท็บเล็ตมาตรงหน้า ผมรับมันมาดูอย่างหงุดหงิด เพราะยังอารมณ์ค้างกับวิธีที่พวกเขาปฏิบัติกับผม

ที่หน้าจอเป็นคลิปจากกล้องวงจรปิด ถ่ายตรงมาที่ผมอย่างกับตั้งใจเซ็ตมุมกล้องไว้ มันเริ่มต้นที่ร้านสะดวกซื้อ ผมกระดกเบียร์และเหล้าสลับกันด้วยมือสองข้าง ปากก็ร้องแหกโวยวายอย่างกับคนบ้า

กูทำอะไรลงไปวะเนี่ย น่าอายว่ะ!

หลังจากนั้นคลิปก็ถูกเพิ่มความเร็วเป็น x8 มาหยุดเป็นปกติอีกครั้งก็ตอนที่ผมลุกเดินไปไหนสักที่ เดินออกไปเรื่อย ๆ ขณะที่กล้องในเมืองก็ถ่ายรับการเคลื่อนไหวของผมไปเป็นทอด ๆ อย่างกับรายการเรียลลิตี้

ผมเดินไปไกลมาก ไปไหนก็ไม่รู้ แล้วสุดท้ายผมก็อ้วก

โคตรบ้า!

ผมอ้วกใส่รถใครก็ไม่รู้ แถมรถคันนั้นยังเป็นรถซุปเปอร์คาร์ที่ไม่ได้มีวิ่งเกลื่อนบนท้องถนน

“มาเซราติ... เหรอ?!” ผมตาเบิกกว้างจนไม่รู้ว่ามันโปนออกมาขนาดไหน

ฉิบหายแล้ว...

“จริง ๆ ก็หลักแสน แต่คิดแค่หกหมื่นก็แล้วกัน”

เสียงทุ้มที่ดังมาจากด้านหลังทำผมสะดุ้ง โทนเสียงนุ่ม ๆ ใส ๆ กังวานแบบพวกผู้ดี

อะไรแสน อะไรหกหมื่น ฮื้อ? ใครพูดอะไรนะ?

ก่อนเจ้าของเสียงนั้นจะอ้อมเลื่อนมาจับเก้าอี้แล้วทิ้งตัวลงนั่งยังหลังโต๊ะทำงานตรงข้ามกับผม

แล้วนั่นมัน... ใครกันล่ะ?

เขามองผมด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

ใครก็ไม่รู้ แต่โคตรพ่อโคตรแม่หล่อเลยล่ะ

อ่านต่อ

หนังสือที่คุณอาจชอบ

บุตรีอนุผู้ถูกทอดทิ้ง

บุตรีอนุผู้ถูกทอดทิ้ง

มาชาวีร์
4.7

หลี่เมิ่งเหยาย้อนเวลามาอยู่ในร่าง ของเด็กสาววัยสิบสองปี ในวันที่มารดาอนุผู้โง่เขลา ถูกขับไล่ออกจากจวน โชคยังดีที่ตอนตาย นางสวมกำไลหยกโลกันตร์เอาไว้ มันจึงติดตามนางมาที่นี่ด้วย +++ 1 : มารดาโง่ จนถูกไล่ออกจากตระกูล จวนตระกูลหลี่เจ้าเมืองถัง สตรีสองนางถูกสาวใช้จับคุกเข่าลง ตรงหน้าของหลี่หงซวนเจ้าเมืองถัง ทั้งยังเป็นพ่อสามีของทั้งคู่อีกด้วย ท่านกำลังสอบสวนเรื่องของสะใภ้ใหญ่ของบ้านสาม ถูกฮูหยินรองกับอนุรวมหัวกันลอบทำร้าย ด้วยการวางยาขับเลือดในถ้วยน้ำแกงบำรุงครรภ์ ทำให้นางต้องสูญเสียทารกในครรภ์ไป “ท่านพ่อข้าไม่รู้จริง ๆ ว่านั่นเป็นยาขับเลือด ฮูหยินรองบอกว่าเป็นน้ำแกงบำรุงครรภ์ ให้ข้าเป็นคนนำไปมอบให้ฮูหยินใหญ่ เป็นนางนั่นเอง นางหลอกข้า !” เฉาซูหลิ่งชี้นิ้วไปทางสตรีด้านข้าง ร้อนรนเอ่ยออกมาเหมือนคนไม่ได้รับความเป็นธรรม “อนุเฉาเจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ เจ้าทำคนเดียวทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับข้าเลย” ฮูหยินรอง ถูซวงอี้ ชี้นิ้วใส่หน้าเฉาซูหลิ่งกลับคืน ต่างคนต่างโยนความผิดให้กัน ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเยี่ยนหนานโบกมือให้คนเข้ามา “ข้าให้โอกาสพวกเจ้าสองคนพูดความจริง แต่กลับไม่มีใครยอมรับความผิดแม้แต่คนเดียว มันน่าจับส่งทางการให้รู้แล้วรู้รอด” พ่อบ้านหลัวให้คนลากสาวใช้คนหนึ่งเข้ามา สภาพของนางถูกทรมานจนเนื้อตัวบวมช้ำไปหมด “เรียนนายท่านข้าให้คนไปค้นห้องสาวใช้ทุกคนในจวน พบเทียบยาซ่อนไว้ใต้หมอน จากห้องของสาวใช้คนนี้ขอรับ” ถูซวงอี้ถึงกับคุกเข่าต่อไปไม่ไหว ทิ้งตัวลงไปนั่งอยู่บนพื้น สาวใช้ที่ถูกทรมานจนสภาพน่าเวทนานั่น เป็นเสี่ยวอิงสาวใช้สินเดิมของนางเอง “ฮูหยินรอง ข้าขอโทษ ข้าทนต่อไปไม่ไหวจริง ๆ ข้าขอโทษ !” เสี่ยวอิงโขกศีรษะลงตรงหน้าของถูซวงอี้แรง ๆ น้ำตาไหลนองหน้าจน แทบไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว พ่อบ้านหลัวเอ่ย “ข้าให้คนไปถามที่หอโอสถแล้วขอรับนายท่าน เป็นเทียบยาขับเลือดจริง ๆ” หลี่หงซวนมองไปทางบุตรชายคนที่สามของตน พบว่าเขามีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สตรีที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าคือฮูหยินรอง กับอนุภรรยาที่เขารักใคร่ไม่ต่างกัน เหตุใดถึงได้คิดร้ายต่อฮูหยินใหญ่ของเขาได้ เป็นเหตุให้เขาต้องสูญเสียลูกที่อยู่ในท้องของนางไป เดิมทีฮูหยินใหญ่ของเขาก็ตั้งท้องยากอยู่แล้ว เขารอมาตั้งนานกว่าจะมีวันนี้ได้ ไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องสูญเสียไปเช่นนี้ “หย่วนเจ๋อนี่เป็นเรื่องในเรือนของเจ้า เจ้าอยากตัดสินเรื่องนี้ด้วยตัวเองหรือไม่” ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามบุตรชาย “ไม่ ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกนางอีกต่อไป แล้วแต่ท่านพ่อเถอะขอรับ ข้าขอตัวไปดูฮูหยินใหญ่ก่อน” หลี่หย่วนเจ๋อคำนับบิดา สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปในทันที หางตายังไม่แม้แต่จะมองสตรีทั้งสองนาง เฉาซูหลิ่งลนลานตามเขาไป “ท่านพี่ช่วยข้าด้วย ข้าไม่ผิดนะเจ้าคะ ท่านพี่ !” แต่ถูกบ่าวรับใช้ขวางทางเอาไว้ หลี่หงซวน “หยุดโวยวายได้แล้วอนุเฉา เจ้าเป็นคนถือถ้วยน้ำแกงใส่ยาขับเลือด ไปมอบให้ฮูหยินใหญ่ด้วยตัวเอง ยังคิดจะหนีความผิดนี้ไปได้อีกรึ” “ท่านพ่อขะข้าข้า...ไม่ผิด” เฉาซูหลิ่งทิ้งตัวไปด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง เดิมทีนางก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่สามีอยู่แล้ว เพราะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้ ครั้นได้บุตรสาวก็นิสัยขี้ขลาดขี้กลัว ไหนเลยจะเชิดหน้าชูตาให้ตระกูลหลี่ได้ เฉาซูหลิ่งนั่งเหม่อลอย คล้ายคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขณะที่หลี่หงซวนกำลังประกาศโทษทัณฑ์ของพวกนาง ถูซวงอี้กับคนของนาง ถูกขายออกจากจวน ไปอยู่หอนางโลมอย่างเงียบ ๆ ชาตินี้อย่าได้ก้าวเท้า กลับมาเหยียบที่จวนตระกูลหลี่อีก ส่วนเฉาซูหลิ่งถูกขับไล่ออกจากจวน ไปพร้อมกับบุตรสาว ให้ไปอยู่เรือนร้างของตระกูลหลี่ที่เมืองฉาง ห้ามกลับมาที่ตระกูลหลี่อีกชั่วชีวิต “ท่านพ่อท่านขับไล่ข้าไป ข้ายังพอรับได้ เหตุใดต้องขับไล่เหยาเอ๋อร์ไปด้วย นางเพิ่งจะสิบสองปีเองนะเจ้าคะ” เฉาซูหลิ่งนึกถึงบุตรสาวร่างกายผ่ายผอม นอนซมเพราะพิษไข้อยู่ เกิดนึกสงสารนางขึ้นมาจับใจ ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองสามีเล็กน้อย นางเห็นเด็กสาวคนนั้นมาตั้งแต่เกิด แม้ไม่ได้เอ็นดูแต่ก็นับว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน “ฮูหยินเรื่องนี้ข้าตัดสินใจไปแล้ว ไม่อาจคืนคำได้” คำพูดของประมุขของตระกูล มีหรือใครจะกล้าขัด เฉาซูหลิ่งปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมาดัง ๆ นางโง่งมจนทำให้บุตรสาว ต้องมารับเคราะห์กรรมตามไปด้วย “ลากตัวอนุเฉาออกไป หารถม้าสักคันให้คนส่งนาง ไปที่เรือนร้างเมืองฉาง” คำสั่งของหลี่หงซวนเป็นคำขาด บ่าวไพร่รีบทำตามในทันที ครั้นได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังกับฮูหยินผู้เฒ่า หลี่หงซวนถึงได้บอกเหตุผล ที่ต้องตัดสินใจทำเช่นนี้ นั่นเพราะตระกูลจี้ได้ยื่นคำขาดมา ให้ขับไล่พวกเขาออกไปให้หมด อย่าให้เหลืออยู่แม้แต่ตนเดียว ไม่ต้องการให้คนที่ทำร้ายบุตรสาวของพวกเขา อยู่ระคายสายตาของจี้ชิวหรงอีกต่อไป ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นออกมาหนึ่งคำ “อ้างเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ความจริงแล้วต้องการกำจัดอนุในเรือนบุตรสาวทิ้งให้หมด นี่กระทั่งเด็กคนหนึ่งก็ไม่เว้น แต่ก็เอาเถอะ เหยาเอ๋อร์อยู่ที่นี่ ก็ใช่จะมีประโยชน์อันใด นางไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเราด้วยซ้ำ ให้นางไปกับแม่ของนางนั่นแหละดีแล้ว” หลี่หงซวนนั้นเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็ก ๆ มีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นที่ห้า ฝั่งตระกูลจี้บ้านเดิมของจี้ชิวหรงนั้น อยู่ในเมืองหลวงมีตำแหน่งใหญ่โตกว่าหนึ่งขั้น เรื่องนี้เขาจึงต้องขบคิด ถึงผลได้ผลเสียในอนาคตอีกด้วย การเสียสละอนุกับหลานสาวคนหนึ่ง เพื่อชดเชยให้แก่คนตระกูลจี้ นับว่าเป็นเรื่องสมควรทำแล้ว “ข้าก็คิดเช่นฮูหยินนั่นแหละ เพียงแต่สะใภ้สามแท้งคราวนี้ ไม่รู้จะยังสามารถตั้งท้องได้อีกหรือไม่ พวกเรารอดูไปก่อนดีกว่า หากนางไม่สามารถตั้งท้องได้จริง ๆ เราค่อยหาอนุมาให้หย่วนเจ๋อภายหลังก็ยังได้ ยามนั้นคนตระกูลจี้จะเอาอะไรมาง้างกับเราได้อีก” “จริงดังท่านว่าเจ้าค่ะ” ฝ่ายเฉาซูหลิ่งที่ถูกคนใช้ ลากตัวออกมาให้เก็บของในเรือน นางส่งเสียงเอะอะโวยวายตลอดทาง พร่ำบอกต้องการพบหลี่หย่วนเจ๋อให้ได้ แต่ถูกสาวใช้ขวางไว้ไม่ให้ไป นางจำใจกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง รีบเก็บของสำคัญใส่ห่อผ้าเพื่อออกเดินทาง

ภรรยาห้าตำลึงเงิน

ภรรยาห้าตำลึงเงิน

จิ้งจอกสะท้านหม้อไฟ
5.0

คนเราบางครั้งก็หวนนึกขึ้นมาได้ว่าตายแล้วไปไหน ซึ่งเป็นคำถามที่ไร้คำตอบเพราะไม่มีใครสามารถมาตอบได้ว่าตายไปแล้วไปไหน หากจะรอคำตอบจากคนที่ตายไปแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาให้คำตอบที่กระจ่างชัด ชลดา หญิงสาวที่เลยวัยสาวมามากแล้วทำงานในโรงงานทอผ้าซึ่งตอนนี้เป็นเวลาพักเบรค ชลดาและเพื่อนๆก็มานั่งเมาท์มอยซอยเก้าที่โรงอาหารอันเป็นที่ประจำสำหรับพนักงานพักผ่อน เพื่อนของชลดาที่อยู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า "นี่พวกแกเวลาคนเราตายแล้วไปไหน" เอ๋ "ถามอะไรงี่เง่าเอ๋ ใครจะไปตอบได้วะไม่เคยตายสักหน่อย" พร "แกล่ะดารู้หรือเปล่าตายแล้วไปไหน" เอ๋ยังถามต่อ "จะไปรู้ได้ยังไง ขนาดพ่อแม่ของฉันตายไปแล้วยังไม่รู้เลยว่าพวกท่านไปอยู่ที่ไหนกัน เพราะท่านก็ไม่เคยมาบอกฉันสักคำ" "อืม เข้าใจนะแก แต่ก็อยากรู้อ่ะว่าตายแล้วคนเราจะไปไหนได้บ้าง" "อืม เอาไว้ฉันตายเมื่อไหร่ จะมาบอกนะว่าไปไหน" ชลดาตอบเพื่อนไม่จริงจังนักติดไปทางพูดเล่นเสียมากกว่า "ว๊าย ยัยดาพูดอะไร ตายเตยอะไรไม่เป็นมงคล ยัยเอ๋แกก็เลิกถามได้แล้ว บ้าไปกันใหญ่" พรหนึ่งในกลุ่มเพื่อนโวยวายขึ้นมาทันที แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากวันนั้นที่คุยกันที่โรงอาหารจะเป็นการคุยเล่นกันวันสุดท้ายของชลดา เพราะหลังจากเลิกงานกลับมาชลดาก็เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับหอพักด้วยสาเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันและมีการยิงกันเกิดขึ้นและชลดาคือผู้โชคร้ายที่ผ่านทางมาพอดี ท่ามกลางความเสียใจของเพื่อนๆ เอ๋ได้แต่หวังว่า ชลดาคงไม่มาบอกกับเธอจริงๆหรอกใช่ไหมว่าตายแล้วไปไหน

คุณนายยอมหย่าแล้ว

คุณนายยอมหย่าแล้ว

Calv Momose
4.9

หลังจากแต่งงานกันมาสามปี เวินเหลี่ยงก็ยังไม่เคยได้ความรักจากฟู่เจิ้งแต่อย่างใดเลย เมื่อรักแรกของเขากลับมา สิ่งที่รอเธออยู่คือหนังสือการหย่า "ถ้าฉันมีลูก คุณยังเลือกหย่าไหม?" เธออยากจับโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ แต่แล้วมีแต่คำตอบที่เย็นชาว่า "ใช่" เวินเหลี่ยงหลับตาและเลือกที่จะปล่อยมือ ...ต่อมาเธอนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความสิ้นหวังและลงนามในข้อตกลงการหย่า "ฟู่เจิ้ง เราไม่ได้เป็นหนี้กันอีกต่อไปแล้ว..." ชายที่มีความเด็ดขาดและเย็นชามาโดยตลอดนอนอยู่ข้างเตียงขอร้องให้อีกฝ่ายกลับมาด้วยเสียงแผ่วเบา "เหลียง ได้โปรดอย่าหย่าได้ไหม?"

เสด็จอาเลิกตามใจพระชายาสักทีเถอะ

เสด็จอาเลิกตามใจพระชายาสักทีเถอะ

Pinkygirl
4.8

ในชีวิตชาติที่แล้ว เพื่อช่วยรักแรกของตัวเอง คนชั่วสามคนได้ทำลายพลังการต่อสู้ของนาง ตัดแขนขาของนางออก ตัดเส้นเลือดของนางและปล่อยเลือดของนางไหลออกมาทั้งอย่างนั้น และทรมานนางจนตาย เมื่อเกิดใหม่ครั้งนี้ นางวางแผนอย่างรอบคอบ โดยสาบานว่าจะให้พวกเขาได้สัมผัสกับความทุกข์ทรมานที่นางเคยประสบมา! รักแรกที่ไร้เดียงสาอะไรกัน ที่จริงก็เป็นเพียงผู้หญิงที่ตีสองหน้าเก่ง อยากจะไต่ขึ้นไปสูงเหรอ งั้นก็จะให้เจ้าปีนขึ้นไป ยิ่งปีนขึ้นสูงมากเท่าไร ตอนตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บมากเท่านั้น! พวกสวะสมควรได้รับบาปกรรมของพวกสวะ พวกมันทำชั่วกับนางไปชั่วชีวิตหนึ่ง นางจะทำให้พวกมันไม่ตายดี พวกคนที่เจ้าเล่ห์ ตีสองหน้าเก่ง นางจะจัดการกับทุกคน! แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าในการแก้แค้นของนาง นางจะไปมีเรื่องกับเสด็จอาที่เป็นเจ้าแผนการเข้า ที่วัน ๆ ต้องการให้นางจูบและกอดเขาตลอดทั้งวัน ในขณะที่นางแก้แค้นคนชั่วนั้นยังสามารถสนิทสนมกับเสด็จอาด้วย ในความจริงแล้ว การที่เป็นผู้หญิงชั่วๆ ก็มีความสุขมาทีเดียวกว่าที่คิดเลย!

บท
อ่านเลย
ดาวน์โหลดหนังสือ