จากอลิส เจนี่ ร็อกส์ กลายมาเป็นหลิวตานผู้สู้ชีวิตกับระบบทำฟาร์มแสนห่วย ครอบครัวปู่ย่าไม่เหลียวแล กดขี่ข่มเหงทั้งยังทำเหมือนว่าบ้านรองเป็นแค่คนรับใช้เท่านั้น ในฐานะคนที่ไม่เคยได้รับความรักจากบิดามาก่อน ชาตินี้หลิวตานจึงหาหนทางเพื่อพาบ้านรองไปจุดสูงสุด หลิวตานใช้ความสามารถที่เธอมีพลังธาตุเร่งการเจริญเติบโตของผัก ทำฟาร์มผัก และยังมีตัวช่วยอย่างระบบทำฟาร์มแสนห่วยอยู่ในมือ เธอจะต้องพาครอบครัวมั่งคั่งร่ำรวยให้ได้! แต่ระบบที่มีทำให้เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่ามันช่วยเหลือเธอได้จริง ๆ - -
เป็นไปตามที่หลิวตานคิด ย่าหลิวให้คนมาตามพ่อของเธอกับอาสามไปเพื่อจัดการปัญหาของลูกสาว แต่พอทั้งสองไม่ได้ไปตามคำสั่ง ได้ยินว่าโวยวายใหญ่โต เพื่อนบ้านต่างปิดประตู
ตอนเช้าผู้อาวุโสในหมู่บ้านและผู้อาวุโสของตระกูลหลิวเข้ามาจัดการปัญหาตรงนี้ เพื่อไม่ให้หมู่บ้านเสื่อมเสีย ไม่ให้ผู้หญิงในหมู่บ้านต้องมัวหมองไปด้วย
ก่อนหน้านี้มีพ่อหม้ายลูกสามอายุสี่สิบปีเพิ่งเสียภรรยาไป ลูก ๆ โตจนแต่งงานกันหมดแล้ว แต่บ้านของพ่อหม้ายต้องการหาภรรยาให้เขาจึงถูกเสนอให้แต่งงานด้วย โดยที่ไม่ต้องเสียค่าสินสอดสักเฟิน ด้วยความที่พ่อหม้ายหน้าตาไม่ดี อ้วน เตี้ย ดำ พวกเขาไม่มีทางเลือกแต่ยื่นข้อเสนอมาหลังหลิวถิงเหยาคลอดเด็กจะส่งกลับบ้านใหญ่หลิว
หลิวถิงเหยากรีดร้องไม่ยินยอมแต่งงานกับพ่อหม้ายคนนี้ ทั้งขู่ว่าถ้าให้แต่งงานจะทำลายเด็กในท้อง และนั่นยิ่งทำให้ผู้อาวุโสไม่พอใจ สุดท้ายเรื่องเลยจบที่หลิวถิงเหยาต้องแต่งเข้าบ้านพ่อหม้ายอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
สำหรับบ้านรองหลิว บ้านสามหลิว ทั้งสองบ้านแยกตัวออกมาแล้วถึงแม้จะเป็นตระกูลเดียวกันแต่ไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว เพราะมีการตัดขาดไม่เหมือนแยกบ้านออกมาเหมือนคนอื่น ทำให้พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบ
“ยังดีที่บ้านเรามีชุดใหม่ ๆ ให้ใส่ ไม่อย่างนั้นคงต้องใส่ชุดเก่าไปแล้ว” หลิวตานถอนหายใจ มองครอบครัวของตนเองแล้วส่ายหน้า
“พี่ใหญ่ จริง ๆ ผมว่าชุดไม่ได้เก่าขนาดนั้น” หลิวเหอสวี่อมยิ้ม
“ใช่ ดูสิ เสื้อผืนนี้ฉันจำได้ว่าใส่เพียงสองครั้งเท่านั้นเอง คนในหมู่บ้านซื้อเสื้อผ้าหนึ่งตัวใช้ได้ตั้งหลายปี” หลิวอิ๋งอีหมุนตัวให้ดูชุดที่ใส่
หลิวตงตง จ้าวเหม่ย อยู่ในชุดสุภาพตัวใหม่เพราะเพิ่งเคยใช้ ทั้งคู่ซื้อเสื้อผ้านี้มาหลายเดือนแล้วเพียงแต่ไม่ได้ใช้ เนื่องจากไม่ได้พากันออกนอกบ้านเลย วันนี้ค่อนข้างพิเศษเพราะวันนี้มีเทศกาลไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมณฑล
อันที่จริงในตอนแรกบ้านหลิวไม่มีความคิดจะไป เพียงแต่เมื่อวานนี้หลังเลิกเรียนสือหยวนเฟิงชวนหลิวตานเข้าไปดูหนังทำให้เธอตอบตกลงไป และมาชวนครอบครัวไปเปิดหน้าเปิดตาบ้าง
จ้าวเหม่ยยิ้มให้ลูกสาว “เสี่ยวตานแม่ว่าชุดไม่ได้เก่าเลย ยิ่งใส่ตอนกลางคืนไม่มีคนสังเกตเห็นหรอก พวกเราไปกันเถอะจะได้กลับเร็ว”
“ใช่”
“ญาติผู้น้องฉันมาแล้วหรือยังคะ เสียดายที่อาสาม อาสะใภ้สามไม่ไปด้วยกัน คงสนุกหน้าดู” หลิวตานถามถึงหลิวต้าสยงตัวแทนจากบ้านสามที่จะไปด้วยกัน
“มาแล้ว ๆ”
หลิวต้าสยงมาถึงพอดีทำให้เขาเดินเข้ามาหา ก่อนขึ้นเกวียนวัวที่ไปเช่าหมู่บ้านข้าง ๆ มา เนื่องจากรถยนต์ราคาสูงเกินไปกว่าจะเช่า เลยต้องหาเช่าเกวียนวัวที่หลายบ้านยังคงใช้เดินทางกันอยู่ก่อนพากันเดินทางเข้าเมืองที่จะใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง
“คุณน้าทั้งสอง เสี่ยวตาน เด็กๆ”
มาถึงจุดนัดหมายสือหยวนเฟิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาคำนับผู้อาวุโสและทักทายหลิวตานกับน้อง ๆ อย่างเป็นกันเอง
“หยวนเฟิงมานานหรือยัง บอกให้มาพร้อมกัน” หลิวตานถาม
“ไม่นาน ๆ ฉันมากับครอบครัวน่ะ วันนี้พวกเราเดินทางมาด้วยกัน ต้องขอโทษด้วย” สือหยวนเฟิงบอก เขาหันไปคุยกับหลิวตงตง “เสี่ยวตานบอกคุณน้าเคยมางานที่นี่แล้ว ถ้าอย่างนั้นผมคงแนะนำอะไรมากไม่ได้แล้ว”
“อืม” หลิวตงตงเหลือบมองเขาก่อนกวาดสายตามองคนในบ้านแล้วไปหยุดที่ลูกสาวคนโต “ได้ยินว่าจะไปดูหนังกันไม่ใช่หรือ ไปสิ แล้วค่อยมาเจอกันที่นี่อีกสองชั่วโมงข้างหน้า”
“ฉันไปก่อนค่ะ”
จ้าวเหม่ยยิ้มอ่อนให้สามี ทั้งสองรู้ว่าลูกสาวมีความคิดแปลกใหม่และสามารถเอาตัวรอดได้ ทั้งสือหยวนเฟิงยังจริงใจจึงกล้าปล่อยให้ไปด้วยกัน
สองข้างทางเต็มไปด้วยของกินมากมาย ทั้งเคยเห็นและไม่เคยเห็น บางร้านเป็นขนมต่างถิ่นที่คนในเมืองทำมาขาย หรือบางร้านเป็นพ่อค้า แม่ค้ามาจากที่อื่น เทศกาลไหว้ครั้งนี้เป็นเทศกาลใหญ่ ทุกปีที่จัดขึ้นเดือนนั้นคึกคักตลอดทั้งเดือน
หลิวตานมองรอบตัวอย่างตื่นเต้น เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่แล้วได้เดินในงานพวกนี้ ชีวิตก่อนเธอจำไม่ได้แล้วว่าไปตลาดล่าสุดตอนอายุเท่าไร ที่นี่ไปตลาดแต่ไม่เคยไปงานที่มีเสียงดนตรี การแสดงให้ดู
“นั่นคือโรงหนังเสิ่นจู เป็นโรงหนังประจำเทศกาล หลายคนต่างรอคอยเทศกาลเพื่อเข้าโรงหนังแห่งนี้ ช่วงอื่น ๆ โรงหนังเสิ่นจูไม่เปิดให้บริการ ทำให้การเข้าดูหนังหากไม่จองบัตรไว้ก่อนก็ไม่ได้ดู” สือหยวนเฟิงชี้ไปยังโรงหนังที่อยู่ไม่ไกล
หลิวตานทำหน้าแปลกใจ “เอ๋ ฉันเคยได้ยินว่าโรงหนังเสิ่นจูเดิมทีเปิดตลอดไม่ใช่หรือ ทำไมถึงต้องเข้าโรงหนังในเทศกาลล่ะ”
“เจ้าของโรงหนังเป็นชายชราผู้หนึ่ง แต่ก่อนเปิดโรงหนังทุกวันกับภรรยา แต่พอภรรยาของเขาจากไปเพราะความเหนื่อย ลูก ๆ ของเขาเลยจำกัดเวลาเปิดโรงหนัง และเขาชอบช่วงเวลาเทศกาลที่สุด” สือหยวนเฟิงยิ้มออกมาเล็กน้อย
อันที่จริงแล้วโรงหนังเสิ่นจูเป็นโรงหนังแห่งความรักที่หลายคนต่างรับรู้ ความรักของชายชราที่มีต่อภรรยาจนหลายคนนับถือ เพราะด้วยฐานะของเขาแล้วสามารถหาภรรยาใหม่ได้เลย หลายคนต่างมาขอคนรักกันที่นี่ แล้วพบว่าพวกเขาครองคู่กันนาน
ทั้งสองเดินเข้าโรงหนังพร้อมกับขนมและน้ำที่เตรียมพร้อม สือหยวนเฟิงเดินไปหาผู้ตัวตั๋วเข้าชมก่อนหยิบตั๋วบัตรให้เขา กว่าเขาจะได้มามันไม่ง่ายเลยต้องเสียเงินมากกว่าค่าบัตรจริงเพื่อให้ได้มันมา
ภายในโรงหนังต่างจากที่คิดเอาไว้มาก มันเหมือนอีกโลกและมีแสงสว่างให้เห็น ทั้งคู่หาที่นั่งด้านหลังนั่งแต่เห็นหน้าจอ
คนไม่ได้เยอะมากเพราะที่นี่เป็นระเบียบ รับคนต่อรอบไม่เกินหนึ่งร้อยคน เวลานี้ถ้าคนซื้อตั๋วไม่มาก็ไม่ขายเพิ่มเพราะถือว่ามีคนเข้าดูแล้ว
หนังที่สือหยวนเฟิงเลือกดูเป็นหนังรัก ตัวละครเอกชายหญิงต่างเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก แต่พอกลับบ้านทั้งคู่คือลูกภรรยาเอกกับลูกอนุ กว่าจะฝ่าฟันกันมาจนถึงตอนจบต้องเสียสหายที่ดี เสียเลือด เสียเนื้อ เพราะคำว่าต่างชั้นกันเกินไป
“เฟิ่นซีผู้นี้ถ้าเขายอมแต่งซูซูเป็นอนุ อย่างน้อยพวกเขาคงไม่ต้องเสียเพื่อนไปมากกว่านี้” หลิวตานถอนหายใจ ถึงแม้เป็นหนังแต่เธออินไปกับมันจริง ๆ
“ทั้งเฟิ่นซีและซูซูทั้งคู่รักกันมากจนไม่อยากแยกจาก” สือหยวนเฟิงยิ้มออกมา “หากต้องแยกจากคนรักยอมตายจากกันดีกว่า”
“นั่นมันก็จริง”
ระหว่างเดินออกจากโรงหนังทั้งคู่พูดถึงหนังที่ดู หลิวตานรู้สึกว่าการแสดงดีมาก แต่มีหลายอย่างที่ค่อนข้างไม่ชอบ
“เสี่ยวตาน”
“หา”
หลิวตานมองซ้ายขวาหลังได้สติ เมื่อครู่ทั้งสองยังเดินอยู่ในงานแต่ตอนนี้มายืนข้างสระนำ ใต้ต้นไม้ที่มีแสงจันทร์ส่องให้เห็นทางเดิน
สือหยวนเฟิงเม้มปาก “เสี่ยวตาน...” เขาหลับตาก่อนลืมตาอีกครั้งเพื่อเรียกสติตนเอง “ที่ผ่านมาฉันทบทวนตัวเองดีแล้ว ฉันชอบเธอ”
“หา” หลิวตานอุทานแล้วชี้ตนเอง “นายชอบฉันเหรอ แต่พวกเรายังเด็กกันอยู่เลยนะ”
“ตอนนี้พวกเราไม่ได้เด็กขนาดที่ไม่รู้อะไร ฉันชอบเธอจริง ๆ นะ เธอล่ะ ชอบฉันหรือเปล่า ขอเพียงพวกเราใจตรงกันสิ่งอื่นย่อมไม่ต้องสนใจ” สือหยวนเฟิงจับมือเด็กผู้หญิงตรงหน้า
หลิวตานมีสีหน้ากังวล “ถึงใจพวกเราจะตรงกัน แต่ว่าครอบครัวคงไม่เห็นด้วย บ้านของนายมีฐานะ ต่างจากบ้านของฉัน”
“หลังจากเรียนจบมัธยมต้นฉันจะสมัครเข้ากองทัพทหาร คงไม่ได้เจอกันระยะหนึ่ง แต่ก่อนไปฉันอยากขอเธอเป็นคนรักฉันไว้”
ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัวไปหน่อยแต่ว่าสือหยวนเฟิงไม่ต้องการให้ผู้หญิงที่ตนเองรักไปคบหากับใคร ในเวลาที่เขาย้ายไปที่อื่นผู้ชายต้องเข้าหาหลิวตานเยอะแน่ ๆ
“ฉันจะต่อมัธยมปลายที่เดิมและสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถึงวันนั้นฉันกับครอบครัวของพากันย้ายไปปักกิ่ง ส่วนพวกนายมีบ้านอยู่ที่นี่...” นอกจากนี้บ้านของสือหยวนเฟิงยังมีร้านค้าที่ปล่อยทิ้งไม่ได้ ไม่เหมือนฟาร์มผักของพวกเธอ
“ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล พ่อของฉันอยากให้แม่เลิกทำงานและไปอยู่ด้วยกันแล้ว เพียงแต่แม่ไม่ยอม ที่บ้านยังมีน้องชายอีกคน ถ้าฉันตามไปด้วยใครจะว่าอะไรได้”
หลิวตานหัวเราะในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เธอเชื่อว่าถ้าครอบครัวของเขาห้ามก็ห้ามเขาไม่ได้ เพราะสือหยวนเฟิงเป็นคนที่ชอบพูดอะไรแล้วทำจริง
“ถ้าอย่างนั้นฉันตอบตกลง”
บทที่ 1 ความในใจของสือหยวนเฟิง
26/03/2025
บทที่ 2 ตัวปัญหา
26/03/2025
บทที่ 3 ไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา
26/03/2025
บทที่ 4 ร่ำลา
26/03/2025
บทที่ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำ
26/03/2025
หนังสืออื่นๆ ของ หลิ่งฟาง//พิมพ์สีทอง
ข้อมูลเพิ่มเติม