เกิดใหม่คราวนี้ฮูหยินแสนดีเช่นข้า

เกิดใหม่คราวนี้ฮูหยินแสนดีเช่นข้า

จิรัฐติกาล

5.0
ความคิดเห็น
5.9K
ชม
20
บท

ลู่เหยาได้แต่งเป็นถึงฮูหยิน แต่กลับไม่ได้รับความรักจากสามี แถมยังทิ้งตัวเองและลูกไปถึงสามีปี จนทำให้นางต้องตายอย่างอนารถ ต้องทิ้งบุตรชายไว้เพียงลำพัง เมื่อฟื้นขึ้นมาใหม่ชีวิตนางก็ไม่พ้นที่จะสกุลจางอีกแถมยังต้องแต่งเข้าในฐานะอนุ งานนี้นางยอมกลับไปเพื่อบุตรชายเพียงคนเดียวที่ทิ้งเอาไว้ พร้อมกับเอาคืนทุกคนที่เคยทำร้ายนาง เกิดใหม่คราวนี้ฮูหยินแสนดีไม่มีอีกแล้ว ข้าจะกลายเป็นอนุที่ร้ายกาจ ************** จบดีค่ะ

บทที่ 1 ข้าคือลู่เหยา

ในฤดูใบไม้ผลิของศักราชที่สองร้อย รัชศกชุ่นเหลียน

บ้านเมืองเกิดการผันแปรทางด้านสภาพอากาศ ทำให้ฤดูต่าง ๆ ผกผัน ยามร้อนก็แทบทำให้ทุกอย่างละลายได้ในบัดดล โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกของรัฐเถินอิง และในฤดูที่หนาวเหน็บ กลับยาวนานยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ไม้ฟืนก็ยังเป็นของล้ำค่า

หากจะพูดถึงฝั่งตะวันออกที่อยู่ติดกับแม่น้ำใหญ่และทะเลกว้าง กลับมีคลื่นพายุโหมกระหน่ำมิหยุดยั้ง ไม่เว้นแต่ละปี จนชาวบ้านชาวเมืองตกระกำลำบากกันไปถ้วนหน้า จนต้องอัญเชิญซินแสเทวดา ซึ่งมีญาณหยั่งรู้ไปจนถึงขั้นเง็กเซียนบนสรวงสวรรค์ ให้ทรงอวยพรแก่ใต้หล้า อย่าได้ประสบกับภัยพิบัติแบบนี้อีกเลย

หลังจากการทำพิธีเกิดขึ้น มีหลายอย่างที่สงบลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฤดูหนาวเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่า มันถูกคำสาปเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น

เวลาผ่านไปหลังจากนั้นยี่สิบปี

ในเมืองถี่อาน ซึ่งไม่ได้เป็นเมืองที่ใหญ่นัก แต่มีร้านค้ามากมายให้เลือกชมของซื้อของขาย บรรยากาศในเมืองนี้ช่างคึกคักโดยเฉพาะวันนี้

เมื่อตระกูลจางที่มีชื่อเสียง ได้ทำการสู่ขอบุตรสาวที่งดงามจากตระกูลเสิ่น ให้แต่งงานเข้าพิธีมงคลสมรสกันระหว่างสองตระกูล วันนี้บนถนนหนทางเลยมีขบวนแห่ ที่จัดกันอย่างคึกคักทั่วทั้งสองข้างทาง ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ต่างก็มาเข้าร่วมขบวนแห่เจ้าสาวกันอย่างล้นหลาม

ขบวนเกี้ยวสีแดงที่สวยงามนั้น กลับพากันโดดเด่นอยู่กลางถนนหนทางหนึ่งหลัง มีเกี้ยวหลังสีแดงสดหลังใหญ่ ขบวนแห่มีม้าเดินอยู่รอบด้าน รวมทั้งเหล่าคนที่คุมม้าและขบวน ก็ล้วนอยู่ในชุดมงคล แสดงถึงงานวิวาห์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

“ทุกคนช่วยถอยห่างออกไปหน่อย ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวกำลังเดินทางอยู่ นี่เจ้าหนู หลีกไปเดี๋ยวนี้เลย!”

เสียงคนคุมม้าคือพ่อบ้านของตระกูลจาง ซึ่งนำหน้าขบวน เขานำทางไปยังบ้านเจ้าบ่าว ได้ว่ากล่าวเด็กน้อยที่กำลังสงสัยว่ามีสิ่งใดอยู่ภายในบ้านหลังเล็กสีแดงตรงหน้า

“พี่สาว ๆ ท่านช่างงดงามจริง ๆ”

เด็กน้อยเอ่ยทักเจ้าสาวจากริ้วขบวน นางส่งยิ้มให้เล็กน้อย เป็นเพราะการแย้มใบหน้าออกมานิดหน่อย จึงทำให้เสิ่นลู่เหยา เห็นว่าภายนอกนั้น มีผู้คนเดินตามขบวนเกี้ยวมากขนาดไหน

“ดีจังเลยที่มีงานมงคลเกิดขึ้นกับตระกูลจาง ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ เหมาะแก่การเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างยิ่งเห็นทีข้าคงต้องไปแต่งตัวสวย ๆ เพื่อเข้าร่วมงานมงคลในครั้งนี้เสียแล้วสิ”

เสิ่นลู่เหยา ได้ยินเสียงผู้คนพูดกันหนาหู ว่าคุณชายตระกูลจางช่างโชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เพียบพร้อม

“ได้แต่งบุตรสาวตระกูลเสิ่นเข้าจวนเป็นฮูหยิน อีกทั้งเจ้าบ่าวยังสง่าผ่าเผย ช่างเหมาะสมกับคุณหนูตระกูลเสิ่นยิ่งนัก น่าอิจฉาคุณชายของตระกูลจางจริง ๆ เลย”

แต่สำหรับเสิ่นลู่เหยานั้น ข่าวนี้ไม่ได้ทำให้นางชอบใจแต่อย่างใด หากมิใช่การหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก เสิ่นลู่เหยาคงได้เลือกชายหนุ่มที่นางรักและชื่นชม หาใช่จางฮุ่ยเฉินคนนี้

เดิมทีตระกูลจางและตระกูลเสิ่นนั้นเป็นคู่ค้าสำคัญในการค้าผ้าไหม และส่งออกสินค้าจากมณฑลทางภาคตะวันตกของแคว้น ไปจดดินแดนสิ้นสุดทะเลทรายกว้าง ตระกูลเสิ่นนั้นจะนำสินค้าในแคว้นและต่างเมือง ไปให้ตระกูลจางซึ่งเป็นนักเดินทางในการค้าขาย และตระกูลจางก็นำสินค้าใหม่จากต่างแดน กลับมาขายยังแคว้นที่รุ่งเรืองแห่งนี้

นับว่าทั้งสองตระกูลนั้นเกี่ยวดองกันยิ่งนัก เมื่อความสัมพันธ์ทางการค้างอกเงย ความรู้สึกอยากปรองดองทางสายเลือดจึงเกิดขึ้น บิดาของทั้งสองจึงทำสัญญากันขึ้น ว่าเมื่อใดที่ทั้งสองตระกูลมีบุตรชายและบุตรสาวในเวลาไล่เลี่ยกัน จะต้องนำทั้งคู่มาแต่งงานกันเมื่อถึงเวลาอันสมควร

เพื่อการสืบเชื้อสายของคนที่เก่งกล้า มีความปราดเปรื่องในสติปัญญา และความสามารถด้านการค้าขาย ที่ไม่เคยเป็นรองใครในใต้หล้านี้

ตระกูลจางจึงมีตราประทับเป็นนกอินทรี ที่มีสายตากว้างไกลเป็นสัญลักษณ์ของตระกูล ส่วนตระกูลเสิ่นนั้นก็มีม้าศึกสามตัว เป็นตราประทับของตระกูล เพื่อบ่งบอกในเชิงนามธรรมว่าพวกเขานั้นเป็นนักเดินทางที่มีความรวดเร็วอดทน และเฉียบแหลมเกินผู้ใดด้วยเช่นกัน

เสิ่นลู่เหยาเคยได้ยินบิดาเล่ามาเช่นนั้น นางนึกถึงภาพคุณชายจางฮุ่ยเฉินในตอนนี้ ว่าเขานั้นจะรู้สึกเช่นไร หากได้ยินคำบอกเล่าจากนิทานเรื่องนี้เหมือนกัน หรือไม่ เขาจะยินดีหรือรันทดใจกันแน่ที่ได้แต่งงานกัน ซึ่งนางก็มิอาจรับรู้

เสิ่นลู่เหยาแค่เพียงทำตามความปรารถนาของตระกูล นางเองก็ถูกพันธนาการด้วยด้ายสีดำ ที่มิอาจดึงออกจากตัวได้ นางจึงยอมรับมันโดยปริยาย

“ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวแห่งตระกูลเสิ่นได้มาถึงแล้ว ทุกท่านได้โปรดถอยออกมาจากบริเวณลานดอกเหมยด้วยขอรับ”

เสียงพ่อบ้านคุมขบวนกล่าวเตือนผู้คนอีกครั้ง เขาลงจากหลังม้า พร้อมสั่งการให้ขบวนเกี้ยวแห่เจ้าสาวไปยังหน้าพิธีของงาน

หลังจากที่เกี้ยวเจ้าสาวลงจอดนิ่งสนิท สาวใช้ของตระกูลจางสี่นาง ต่างเดินเข้ามารับเจ้าสาวให้ออกมาจากที่ตั้งด้านใน พร้อมกับนำฝ่ามือให้เจ้าสาวได้เกาะเกี่ยว และดึงรั้งชายผ้าชุดโคร่งที่ยาวจรดพื้นดินให้ยกขึ้น

เจ้าสาวอยู่ในชุดคลุมยาวสีแดง หลังจากนั้นจึงนำสายสะพายซึ่งประดิษฐ์ด้วยผ้าสีแดงมาคาดให้ ก่อนจะส่งมือเจ้าสาวไปให้เจ้าบ่าวรับไว้เพื่อเดินนำไปสู่โต๊ะใหญ่กลางงาน ซึ่งมีก้านธูป เทียนมงคล และสุรามงคล ตั้งอยู่เต็มทั้งสองฝั่ง เจ้าสาวและเจ้าบ่าวต้องกราบใหว้ฟ้าดิน และบรรพบุรุษตามประเพณี

เสิ่นลู่เหยากะพริบตาอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ในมือนางถือธูปที่จุดขึ้นยกจรดปลายคาง พลางมองไปตรงหน้าเพื่อไหว้สามี เขามิได้เห็นใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีแดงสองชั้นนี้

“คู่บ่าวสาวกราบไหว้ฟ้าดินก็เป็นอันเสร็จพิธีในครั้งนี้แล้ว ขอให้รักกันยืดยาว มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง”

เสิ่นลู่เหยาและจางฮุ่ยเฉิน รับสุรามงคลมาจากมือของฝ่ายบิดาของทั้งสอง ผู้อาวุโสก็ได้อวยพรผ่านจอกในมือ ขอให้พวกเขารักกันยืนยง และร่วมทำกิจการค้าขายให้รุ่งเรืองกันต่อไป

“ทุกท่าน เชิญดื่มอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวในครั้งนี้ด้วย พวกเขาสองคนจะเป็นผู้นำตระกูลรุ่นใหม่ให้แก่ทั้งสกุลจาง และสกุลเสิ่น ขอให้ทั้งสองตระกูงจงเจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้า”

บิดาของจางฮุ่ยเฉิน กล่าวพร้อมกับหันไปพยักหน้ายิ้มแย้มให้แก่ทุกคน และบิดาฝ่ายเจ้าสาวก็ตอบรับความยินดีนี้ด้วยความชื่นมื่น

เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาส่งบ่าวสาวเข้าจวนวิวาห์ ซึ่งทางด้านสกุลจาง ได้ตกแต่งห้องแห่งนี้ไว้ด้วยความสวยงามแล้ว

เสิ่นลู่เหยาถูกสาวใช้นำพาไปยังห้องด้านใน จนถึงขณะนี้นางก็ยังอยู่ในผ้าคลุมหน้าเหมือนดั่งเช่นเคย ตามประเพณีแล้ว เจ้าบ่าวต้องมาเปิดผ้าคลุมใบหน้าของเจ้าสาวเอง มิว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน แม้จนถึงเช้าวันใหม่ หากเจ้าบ่าวไม่มา นางก็ต้องทนนั่งอยู่แบบนี้ไปจนกระทั่งพระอาทิตย์อัสดง

แต่หาใช่วันนี้ หลังจากนางเข้าไปได้ไม่นาน เจ้าบ่าวอย่างจางฮุ่ยเฉินก็ติดตามเข้าไป อันที่จริงเขาคิดจะต้อนรับแขกให้จนหมด และร่วมดื่มสุรากับสหายรวมทั้งแขกเหรื่อ แต่ก็ถูกบรรดาชายหนุ่มที่เป็นสหายไล่ต้อน จนตัวเองต้องยอมแพ้ และเข้าไปหาเจ้าสาวด้วยความมึนเมาไม่มากนัก

จางฮุ่ยเฉินเปิดประตูให้แง้มออก เขาเดินเข้าไปในห้องหออย่างแผ่วเบา พลางสายตาก็พิจารณาหญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขามองเห็นฝ่ามือเรียวงามผุดผ่องที่ยื่นออกมานอกชายเสื้อ ในใจนั้นคิดว่าเสิ่นลู่เหยาคนนี้ จะเป็นคนที่เขาปรารถนามาโดยตลอดหรือไม่

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้างดงามมาก คุณหนูแห่งตระกูลเสิ่น แต่ข้ามีเรื่องปักใจนิดหน่อยที่อยากจะถามเจ้าก่อนเราจะร่วมอภิรมย์ต่อกัน”

จางฮุ่ยเฉินเอ่ยทักทายนาง ด้วยคำพูดที่เจ้าสาวในผ้าคลุมแดง ก็รู้สึกสงสัย แต่นางยังคิดว่าเขานั้นเริ่มเมามาย จนอาจพูดสิ่งที่ไม่เป็นความอันใดออกมา

เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้นางจนหัวใจเต้นระทึก ถึงแม้จะมิได้ใส่ใจว่าเขานั้นคิดเช่นไรกับตน แต่เสิ่นลู่เหยานั้นเป็นหญิงสาวแรกรุ่น ย่อมมีการตื่นเต้นและตระหนกเป็นเรื่องธรรมดา

“ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการทราบเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ หากข้าตอบได้ ก็จะไม่รีรอหรอกเจ้าค่ะ”

นางเอ่ยออกมาด้วยความใสซื่อและเต็มไปด้วยความสัตย์จริง ไม่มีทางเลยที่คนอย่างเสิ่นลู่เหยาจะโกหก นางยังคงนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนเตียงไม้ ที่วันนี้กลางที่นอนนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้มงคลกลีบกระจาย และแสดงความหอมสดชื่นของมันในยามราตรี

“เจ้าคือคุณหนูของตระกูลเสิ่น ชื่อเสิ่นลู่เหยา”

“ข้าอยากรู้เหลือเกิน ว่าในวัยเด็กของเจ้านั้นมีของสำคัญที่อยู่ติดตัวด้วยหรือไม่ ซึ่งมันจะชี้ว่าเจ้านั้นคือคนที่คู่ควรกับข้าเพราะสิ่งนี้เท่านั้น”

“ข้าไม่เข้าใจคำถามของเจ้าคุณชายจาง สิ่งสำคัญของข้านั้นมีหลายอย่าง ทั้งครอบครัว บิดา พี่น้อง และทรัพย์สิน จนกระทั่งสหายที่เติบโตมาด้วยกัน หากท่านจะชี้จุดที่กว้างมากเกินไป ข้าก็จนปัญญาเจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินคำตอบจากเจ้าสาวใต้หมวกผ้าคลุมแดงตรงหน้า จางฮุ่ยเฉินก็ดูจะหงุดหงิดพอตัว

“เสิ่นลู่เหยา ข้าจะใจเย็นกับเจ้าอีกสักนิด คำถามเดิมนั่นที่ข้าส่งไปให้เมื่อครู่ ข้าอยากให้เจ้าตอบใหม่มาอีกครั้ง ที่เจ้าเอ่ยมากันก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เจ้าให้ความหมายกับสิ่งมีชีวิต แต่ที่ข้าต้องการคำตอบจากปากเจ้าในคืนนี้ คือสิ่งที่มิได้มีชีวิตเลยสักนิด แต่มันช่างสำคัญกับข้ายิ่งนัก”

เจ้าสาวอย่างเสิ่นลู่เหยายังคงนั่งนิ่ง ๆ มิได้แสดงอาการหรือความตระหนกออกมาเลย สิ่งที่นางสงสัยอยู่ในขณะนี้ มิได้มีใครให้คำตอบแก่นางได้

การทายปริศนา มันคือธรรมเนียมการปฎิบัติก่อนเข้าห้องหอหรืออย่างไร นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของนางเสียด้วยสิ เรื่องเช่นนี้ก็มิได้มีผู้ใดกระซิบบอกนาง แม้แต่มารดาก็ตาม

“คุณชายจางวางใจได้ สิ่งที่ข้าตอบออกมาคือความจริงทุกประการ และข้าก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่มิได้มีชีวิตนั้น หาได้สำคัญกับข้าแต่อย่างใด หากคุณชายจะเค้นหาความจริง ข้าเองก็คงมีเท่านี้สำหรับคำตอบ”

ดูท่าว่าปริศนาในครั้งนี้จางฮุ่ยเฉินจะมิได้รับคำตอบต่อไปเสียแล้ว ความอดทนเขาถึงที่สุดจนได้

“ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็แน่ใจได้แล้วว่าเจ้ามิใช่คนที่ข้าต้องการ คนที่ข้ารักมิใช่เจ้าอย่างแน่นอน”

ชายหนุ่มมีความฝังใจกับบางสิ่งบางอย่าง จนมิอาจทำให้เสิ่นลู่เหยาเข้าใจความรู้สึกของเขาได้ ในเมื่อเขาพูดออกมาเช่นนี้ นางก็เตรียมตัวเอาไว้แล้ว ว่าคงจะมิได้มีการเปิดผ้าคลุมหน้าออก

ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คุณชายแห่งตระกูลจางผู้นี้รังเกียจนางจนต้องเดินจากไป เสิ่นลู่เหยาอยากรู้จริง ๆ ว่าคนที่ชายหนุ่มปักใจนั้นคือผู้ใด

เสียงฝีเท้าเดินออกไปแล้ว แม้แต่ประตูเข้าห้อง เขาก็มิได้ปิดให้นาง ทำให้ความหนาวเหน็บยามราตรีเข้ามาเยือน จนเจ้าสาวที่ร้างเจ้าบ่าวต้องลุกขึ้นเดินออกมาเหม่อมองไปยังความมืดข้างหน้า

“ข้าจะเป็นคนในใจเจ้าได้อย่างไรเล่าจางฮุ่ยเฉิน ในเมื่อคนที่เจ้าปักใจมิใช่ข้าคนนี้”

เสิ่นลู่เหยาง้างประตูเข้ามาหากัน ก่อนจะปิดมันลงด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ในเมื่อนางเองก็มิได้อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสียหน่อย

อ่านต่อ

หนังสืออื่นๆ ของ จิรัฐติกาล

ข้อมูลเพิ่มเติม

หนังสือที่คุณอาจชอบ

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวน้อยของสามีพิการ

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวน้อยของสามีพิการ

มาชาวีร์
4.8

เจ้าของร่างเดิมถูกท่านย่าตัวเอง ขายให้ชายพิการด้วยเงินเพียงห้าตำลึง จึงคิดสั้นไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทำให้วิญญาณของเซี่ยซือซือทะลุมิติมาเข้าร่างแทน ชีวิตในโลกนี้บิดามารดาล้วนตายไปแล้ว เหลือเพียงน้องสาวกับน้องชายร่างกายผอมแห้งหิวโซสองคน เธอต้องช่วยพวกเขาให้รอด ก่อนจะถูกคนชั่วพวกนี้ขายทิ้งไปแบบเธอ 1 : ทะลุมิติ แคว้นจ้าว หมู่บ้านตระกูลแซ่อวี่ ภายในบ้านสกุลเซี่ย “ท่านพี่รีบกินเร็วเข้า” เสียงเด็กเล็กดังก้องอยู่ข้างหูอย่างน่ารำคาญ ว่าแต่ฉันมีน้องชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน รู้สึกได้ถึงอะไรแข็ง ๆ มาแตะที่ริมฝีปาก ทว่ายังลืมตาไม่ขึ้น “ท่านพี่กินสิ ๆ” เซี่ยซือซือรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งศีรษะ พยายามที่จะเปิดดวงตาขึ้นมอง เจ้าของเสียงเล็ก ๆ ด้านข้าง “ท่านพี่ ๆ ท่านพี่อย่าตายนะ ลืมตาสิท่านพี่” “นังตัวดีออกมาเดี๋ยวนี้นะ !” เสียงเอะอะโวยวายดังหนวกหูเซี่ยซือซือเป็นอย่างมาก ปัง ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยซือซือลืมตาขึ้นจนได้ พลันสมองกลับมีเรื่องราวพรั่งพรูเข้ามาไม่ขาดสาย จนต้องกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด อ๊าก ! “พี่รอง !” เด็กน้อยเซี่ยซือหยางในวัยสามหนาวเรียกพี่สาวพร้อมเบะปากอยากร้องไห้ “ท่านพี่ !” เซี่ยซานซานทิ้งบานประตูที่ตัวเองดันไว้ หันกลับมาดูพี่สาวด้วยความตกใจ “ท่านพี่ ๆ ท่านเป็นอะไร อย่าทำให้พวกข้าตกใจสิท่านพี่ !” ผลัวะ ! มีคนถีบประตูบานเก่าผุพังเข้ามาภายในห้อง เด็กทั้งสองรีบเข้าไปขวางผู้บุกรุกไม่ให้ทำร้ายพี่สาว แม่เฒ่าเซี่ย เซี่ยจิ่วเม่ย หน้าตาแลดูดุร้าย ไม่ใช่หญิงชราใจดีแต่อย่างใด ด้านหลังของแม่เฒ่าเซี่ยยังมีลูกสะใภ้บ้านใหญ่ กับบ้านรองเดินตามมา ท่าทางดุดันเอาเรื่อง “ไอ้พวกบ้านสามตัวดี กล้าลักขโมยอาหารเอาไว้กินเอง ยังเห็นแม่เฒ่าอย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไม่ ไอ้พวกหมาป่าตาขาว ดูซิวันนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร” “ท่านย่าพวกข้าไม่ได้ขโมยนะ นี่เป็นหมั่นโถวของท่านพี่ ท่านพี่ไม่สบายข้าแค่เก็บไว้ให้ท่านพี่เท่านั้นเอง” เซี่ยซานซานยังเป็นเด็กหญิงวัยสิบหนาว แต่นางข่มความกลัวตอบโต้ผู้ใหญ่ในบ้านออกไป “หึ กฎบ้านก็มีบอกอยู่แล้วถ้าพลาดมื้ออาหารไปก็คืออด แต่พวกเจ้ากลับแหกกฎ แอบยักยอกอาหารเก็บไว้กินเอง ยังมีหน้ามาเถียงท่านแม่อีก ท่านแม่ท่านต้องลงโทษคนบ้านสามนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ตอนนั้นยวี่เฟยของข้านางได้พลาดมื้อเย็นไป ท่านก็ไม่ให้นางกินนะเจ้าคะ” สะใภ้บ้านรองนามว่าจงอี้ซิน ย้อนรำลึกถึงเรื่องลูกสาววัยแปดปีของตัวเองขึ้นมา “ดูเจ้าเด็กพวกนี้สิท่านแม่ กางแขนปกป้องพี่สาวตัวเอง ช่างน่าสมเพชไม่รู้จักสำเหนียกกำลังตัวเอง ถุย !” หลินพ่านเอ๋อสะใภ้บ้านใหญ่มองดูเด็กทั้งสองพร้อมถ่มน้ำลายใส่ตรงหน้า แม่เฒ่าเซี่ยมองลูกสะใภ้ทั้งสองสลับกันไปมา เดินตรงไปกระชากหมั่นโถวเย็นชืดแถมแข็งปานหิน ออกจากมือของเซี่ยซือหยาง “แง ๆ ๆ” เด็กน้อยถูกแย่งของกินของพี่สาวไป ถึงกับแผดเสียงร้องลั่น “เจ้าคนชั่ว ! เอามานะ ของท่านพี่ข้า” กำปั้นน้อย ๆ ทุบไปยังต้นขาของแม่เฒ่เซี่ย “เจ้าเด็กเนรคุณกล้าตีข้ารึ นี่นะ !” แม่เฒ่าเซี่ยเตะทีเดียวเซี่ยซือหยางก็กระเด็นไปติดกับผนังห้อง “น้องเล็ก !” เซี่ยซานซานรีบวิ่งไปอุ้มน้องชายขึ้นมากอดไว้ด้วยความตกใจ “ท่านย่า น้องเล็กยังเด็กไม่รู้ความ เหตุใดท่านถึงได้ใจร้ายเช่นนี้” “แง ๆ ๆ” เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยฟังแล้วน่าสงสารจับใจ ดวงตาที่ปิดไว้ก่อนหน้าของเซี่ยซือซือ ลืมขึ้นหลังจากค้นพบว่า ตัวเองได้ทะลุมิติมายังอดีตอันไกลโพ้นแล้วจริง ๆ หลังจากหลับตาลืมตาอยู่หลายหน เรียบเรียงความคิดที่ไหลเข้ามาไม่ยอมหยุด เมื่อค่อย ๆ จัดการกับมันได้ ความเจ็บปวดที่ศีรษะก่อนหน้าจึงบางเบาลง และมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเฉยชา ครบสูตรของการทะลุมิติจริง ๆ มีท่านย่าผู้ชั่วร้าย ขนาบข้างด้วยป้าสะใภ้เลวทั้งสอง ครั้นหันไปมองน้องสาวในวัยสิบขวบของตัวเองกับน้องชายตัวน้อย ทั้งตัวดำเมี่ยมเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเดือน ร่างกายผอมแห้งเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าเก่าขาดมีรอยปะชุนเต็มไปหมด เส้นผมแห้งกรังเหมือนไม่ผ่านน้ำมานาน ยกมือของตัวเองขึ้นมาดู ไม่ได้มีสภาพต่างกันแม้แต่น้อย ครั้นเงยหน้ามองป้าสะใภ้ใหญ่ร่างกายอวบอ้วนเต็มไปด้วยก้อนไขมัน ป้าสะใภ้รองแม้ไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอม ยิ่งแม่เฒ่าเซี่ยด้วยแล้ว ร่างกายบึกบึนเหมือนคนกินดูอยู่ดีมาตลอด “ท่านแม่ดูอาซือมองท่านสิเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่เห็นสายตาเย็นเยียบของคนที่นอนอยู่บนเตียงก็อดแปลกใจไม่ได้ ดูเยือกเย็นจนไม่น่าไว้ใจ “เจ้าอย่าคิดว่ากระโดดน้ำตายแล้วทุกอย่างจะจบนะอาซือ ข้ารับเงินคนบ้านถานมาแล้ว ถ้าเจ้าตายข้าจะให้อาซานไปแทนเจ้า” คำพูดของแม่เฒ่าเซี่ยทำให้ดวงตาของเซี่ยซือซือเบิกกว้าง ท่านย่าของนางขายนางให้คนบ้านถานในราคาแค่ห้าตำลึง เจ้าของร่างเดิมไม่อยากไปเป็นเมียคนพิการ เลยไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทว่าเธอที่มาจากยุคปัจจุบันกลับเข้ามาแทนที่เจ้าของร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมว่ายน้ำไม่เป็น จึงได้ขาดอากาศตายใต้น้ำ แต่เธอที่เข้ามาสวมร่างกลับพาร่างนี้ขึ้นมาจากน้ำได้ โชคชะตาคงเล่นตลกให้เธอกับเจ้าของร่างเดิมมีชื่อเดียวกัน “ท่านย่าอาซานยังเด็กนัก ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย” นานมากกว่าที่นางจะเอ่ยออกมา “มันอยู่ที่เจ้าอาซือ ข้าขอเตือนเอาไว้ อีกสองวันคนบ้านถานจะมารับตัวเจ้าแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องขึ้น ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งอาซานไปแทนเจ้า แล้วขายซือหยางทิ้งเสีย” แม่เฒ่าเซี่ยจ้องหน้าเซี่ยซือซือแบบอาฆาต เด็กนี่ก่อนหน้าดูอ่อนแอไร้ทางสู้ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูแปลกตาไปนัก “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านจะลงโทษคนบ้านสามเรื่องหมั่นโถวนี่อย่างไรเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่ยังไม่ยอมปล่อยสามพี่น้องไปง่าย ๆ “พรุ่งนี้งดอาหารบ้านสาม” แม่เฒ่าเซี่ยเอ่ยแล้วหันหลังเดินออกจากห้องของเด็กน้อยทั้งสามไป โดยมีสะใภ้ใหญ่เดินตามไปด้วย “พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม จำใส่หัวเอาไว้ดี ๆ ด้วยล่ะ” สะใภ้รองหมุนตัวตามหลังไปติด ๆ “ท่านพี่ต่อไปท่านอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ข้ากับน้องเล็กจะทำอย่างไร ถ้าท่านไม่อยู่” เซี่ยซานซานปล่อยเสียงร้องไห้ในทันที

หย่าปุ๊บ แต่งงานใหม่ปั๊บ

หย่าปุ๊บ แต่งงานใหม่ปั๊บ

Crimson Syntax
5.0

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจียงว่านหนิงรักเย่เชินมานานหลายปี เธอที่มักจะว่านอนสอนง่ายและน่ารักเสมอ ได้สักลายเพื่อเขาและยอมทนอยู่ใต้อำนาจผู้อื่น เมื่อเธอถูกทุกคนใส่ร้ายจนโดนตำหนิ เขากลับนิ่งเฉยและยังถึงขั้นให้เธอคุกเข่าให้แฟนเก่าของเขาอีกด้วย เธอที่รู้สึกอับอาย ในที่สุดก็หมดหวัง หลังจากยกเลิกการหมั้น เธอก็หันไปแต่งงานกับทายาทพันล้านทันที คืนนั้นเอง ใบทะเบียนสมรสของทั้งคู่ก็กลายเป็นข่าวฮิตบนโลกออนไลน์ เย่เชินที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกาจที่สุดก็เริ่มวิตกและพูดออกมาด้วยความโกรธว่า "อย่าเพ้อฝันไปเลย นายคิดว่าเธอรักนายจริงๆ งั้นเหรอ เธอแค่ต้องการใช้พลังอำนาจของตระกูลฟู่เพื่อแก้แค้นฉันเท่านั้นเอง" ฟู่จิงเซินจูบหญิงสาวในอ้อมกอดและตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจว่า "แล้วจะเป็นไรไปล่ะ ก็พอดีว่าฉันมีทั้งเงินและอำนาจนี่"

ไฟรักเร่าร้อน NC18++

ไฟรักเร่าร้อน NC18++

Me'JinJin
4.9

คิณ อัคนี สุริยวานิชกุล ทายาทคนโตของสุริยวานิชกุลกรุ๊ป อายุ 26 ปี นักธุรกิจหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตร เย็นชากับผู้หญิงทั้งโลกยกเว้นเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น เอย อรนลิน "เมื่อเขาดึงเธอเข้ามาในวังวนของไฟรักที่แผดเผาหัวใจดวงน้อยๆของเธอให้ไหม้ไปทั้งดวง" "เธอแน่ใจนะว่าจะให้ฉันช่วยค่าตอบแทนมันสูงเธอจ่ายไหวเหรอ?" เอย อรนลิน พิศาลวรางกูล ดาวเด่นของวงการบันเทิงที่ผันตัวไปรับบทนางร้าย เธอสวย เซ็กซี่ ขี้ยั่วกับเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น "เขาคือดวงไฟที่จุดประกายขึ้นในหัวใจดวงน้อยๆของเธอให้หลงเริงร่าอยู่ในวังวนแห่งไฟรัก" "อะ อึก จะ เจ็บ เอยเจ็บค่ะคุณคิณ"

ชายาอสรพิษ

ชายาอสรพิษ

เสี่ยวหลันฮวา
5.0

หลี่หลิงเฟิ่ง นักเรียนหัวกะทิอันดับหนึ่งในองค์กรฝึกสายลับของจีน ที่รวมยอดอัจริยะทั่วประเทศ ในระหว่างที่เธอทำภารกิจสุดท้ายก่อนจบการศึกษาเพื่อไปรับใช้ชาติ ดันมาตกม้าตายกับภารกิจง่ายๆ เพราะพลาดตกตึกโดยไม่รู้สาเหตุ เธอเก็บได้ชีวิตที่สองที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูห้า ลูกสาวอนุภรรยาที่มีฐานะต่ำต้อยของจวนเจ้าเมือง ซ้ำร้ายคุณหนูห้าคนนี้ยังถูกผู้คนรังเกียจขนานนามให้นางว่า 'ตัวไร้ค่า' เมื่อได้ชีวิตมาใหม่แล้วก็ต้องใช้ให้คุ้ม ตัวไร้ค่า? ข้าไม่ขอเป็นล่ะ คนถัดไปเชิญ...

บท
อ่านเลย
ดาวน์โหลดหนังสือ