เจ้าคือของหวานของข้า

เจ้าคือของหวานของข้า

Sozenro

5.0
ความคิดเห็น
85
ชม
10
บท

พรหมลิขิตมักเล่นตลกกับชีวิตของเราเสมอ แต่เมื่อมันมาแล้วจะรับมันไว้ หรือ จะผลักมันออกไป 'เชื่อเรื่องพรหมลิขิตกันไม่ล่ะ?'

เจ้าคือของหวานของข้า บทที่ 1 พรหมลิขิต

<<ริว>>

“ลูกพ่อ พ่อว่าเจ้าต้องพักบ้างได้แล้วนะ”

เสียงของผู้ปกครองเผ่าปีศาจเอ่ยถามในระหว่างทานอาหารเช้า ซึ่งมันนับครั้งได้ที่สองพ่อลูกจะมีเวลาให้แก่กันอย่างเช่นวันนี้

“แต่ลูกว่าสถานะการณ์ตอนนี้ยังน่าเป็นห่วง”

“พ่อคิดว่าเจ้าอยู่กับการจัดการเผ่าอื่นมากเกินไปแล้ว ทางนี้พ่อยังอยู่ดูแลได้”

ข้าได้แต่เงียบ ไม่ได้ตอบอะไร จะให้พูดอะไรล่ะ ก็ตั้งแต่ห้าร้อยปีได้มั้ง ซึ่งข้าต้องจัดการกับเผ่าพันธุ์อื่นอยู่เกือบจะตลอดเวลา จนมาตอนนี้ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่ แต่ก็ยังมีบางเผ่าที่ไม่ยอมจำนน

“พ่อว่าตอนนี้อายุของเจ้าก็ควรจะมีคู่ครองได้แล้วนะ”

“แต่ว่า…”

“พ่อรู้ว่าเจ้ายังหาคนถูกใจยังไม่เจอ นี่ไงพ่อถึงให้ลูกอยากออกไปเปิดหูเปิดตา ถ้าคนในเผ่าไม่ถูกใจ เจ้าก็ดูคนในเผ่าอื่นก็ได้”

ท่านพ่อพูดออกมาง่าย ๆ การหาคู่ครองถ้าหาได้ตามข้างทางได้ ข้าคงมีเป็นร้อยแล้ว ว่าแต่ทำไมพ่อถึงพูดเรื่องนี้ในเวลานี้กันนะ ราวกับว่าความคิดของลูกชายส่งไปถึงผู้เป็นพ่อ

“เผ่าพันธุ์ของเราถึงจะอายุยืนมาก แต่พวกเราก็ไม่ได้เป็นอมตะ”

อันนี้ข้าก็รู้ แต่ทำไมต้องเป็นเวลานี้ หรือว่า…ท่านพ่อต้องการมากกว่าลูกสะใภ้ ข้ามองหน้าท่านอยู่ครู่หนึ่ง และคิดถึงเรื่องราวของท่านแม่ขึ้นมาได้

“ท่านพ่อเหตุใดท่านแม่ข้าถึงเป็นมนุษย์ล่ะ”

มันเป็นสิ่งที่ข้าสงสัยมานาน เพราะเผ่าพันธุ์อื่นที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์มีตั้งมากมาย แต่ทำไมท่านพ่อถึงเลือกท่านแม่ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนที่สุด

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วเจ้าคิดว่า เพราะเหตุใดล่ะ”

“คงเพราะ…ท่านแม่สวย อ่อนหวาน กล้าหาญ และเก่ง”

ผู้ปกครองเผ่าปีศาจมองหน้าลูกชายนึกตามคำตอบที่ได้ฟังลูกพูดถึงภรรยาซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว เขายิ้มออกมาทุกครั้งที่นึกถึงนาง แต่เรื่องที่ริวพูดมานั้นเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย

“ที่เจ้าพูดมามันเป็นผลพลอยได้ ที่จริงมันเพราะพรหมลิขิตต่างหาก”

ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพ่อพูดเลย พรหมลิขิตเนี่ยนะ ข้าไม่เชื่อมันก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระ ข้าเชื่อแค่การกระทำเท่านั้น ผู้เป็นพ่อเอื้อมมือไปจับที่บ่าลูกชาย

“เจ้าอาจจะไม่เชื่อ แต่เมื่อไรที่เจ้าเจอกับมัน เจ้าจะเชื่อมันเอง”

ข้าได้แต่พยักหน้า แล้วจะให้ไปหาลูกสะใภ้ให้พ่ออย่างไง จะคนในเผ่านี้ หรือ เผ่าอื่น ข้าก็ไม่เห็นจะมีใครถูกใจเลยสักนิด

หลังจบมื้ออาหารกับท่านพ่อ ข้าก็ยังทำงานอยู่เหมือนเดินไม่ได้ออกไปพักตามที่ท่านพ่อต้องการ จนเมื่ออลันนำของหวานหน้าตาประหลาดเข้ามาให้

“นี่อะไร”

“ท่านริว ข้ารู้ว่าท่านชอบของหวาน ข้าขอนำเสนอเจ้าสิ่งนี้”

ข้าลังเลกับของหวานที่อลันเอามา หน้าตามันดูแปลกสำหรับที่แห่งนี้ รูปร่างของมันเป็นก้อนสามเหลี่ยม มีเนื้อฟู มีครีมหลายสีสัน และผลไม้ ข้ามองหน้าอลัน จนเขาต้องตักมันมายื่นตรงปากของข้า

“กินสิท่าน รับรองว่าท่านต้องชอบ”

ในเมื่ออลันพูดถึงขนาดนั้นแล้ว ข้าก็ต้องลอง ในโลกนี้ไม่มีของหวานอันไหนที่ข้าไม่ชอบ มันเข้ามันในปากของข้ารสชาติหอม หวาน และรสเปรี้ยวจากผลไม้นั้นทำให้ข้าต้องดึงเจ้าสิ่งนั้นจากมืออลันมาตักกินอย่างอร่อย

“เจ้านี้มันคือสิ่งใด”

“พวกมนุษย์เรียกว่า ‘เค้ก’ ท่านจะรับมันเพิ่มไหม?”

“เอามาอีก ไม่ดีกว่าพาข้าไปยังร้านที่ขายเจ้านี่”

โลกของมนุษย์จะแบ่งแยกจากเผ่าพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน จนมนุษย์ส่วนมากไม่รู้เลยว่าในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เผ่ามนุษย์ ข้าซึ่งไม่ได้มาที่นี่บ่อยนัก แต่เมื่อไรที่มาก็ตื่นตาตื่นใจกับการเป็นอยู่ของมนุษย์มาก มันสงบไร้ซึ่งการต่อสู้ใด ๆ และยังมีรถราสัญจรเต็มท้องถนน

“ท่านริว ข้าคิดว่าในเมื่อเรามายังเมืองของมนุษย์เราก็ต้องทำตัวเช่นเดียวกับพวกมนุษย์”

ข้าเองก็เห็นด้วย ในเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม อลันจึงพาข้าไปที่ร้านแห่งหนึ่ง ภายในมีของที่พวกมนุษย์ใช้กัน แต่ที่น่าแปลกเจ้าของร้านกับไม่ใช่มนุษย์กลิ่นของนางดูเหมือนว่าเป็นแม่มด ทำเอาข้าแปลกใจ

อลันอธิบายไขข้อข้องใจข้าว่าร้านนี้เป็นร้านของแม่มดซึ่งจะขายของให้พวกเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ต้องการเข้าเมืองมนุษย์ หรือ อยากอยู่ที่นี่เพื่อให้กลมกลืน

“ท่านริวร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง ท่านไปรอข้าที่นั่นเดี๋ยวข้าขอไปแลกเงินก่อน”

จุดหมายของข้าอยู่แค่เบื้องหน้า ถนนตอนนี้ก็ไม่ได้มีรถเยอะเยี่ยงที่มาตอนแรก ข้าก้าวเท้ายังไม่ทันถึงพื้นก็สัมผัสกับแรงกระชากจนตัวของข้าล้มลงไปทับกับหญิงสาว…ไม่สิเด็กสาวมากกว่า ไม่นานก็มีรถคันหนึ่งวิ่งผ่านด้วยความเร็ว

“นี่…นายอยากตายหรือไง”

กลิ่นหอมจากตัวของเธอ มันทำให้ข้าอยากจะฝังเขี้ยวลงที่คอของเธอเสียจริง กลิ่นนี้ข้าไม่เคยได้จากที่ไหน มันชั่งหอมราวกับมันเป็นกลิ่นของขนมหวาน

เธอว่าจบก็ดันตัวข้าให้ลุกออกจากตัวของเธอ ข้าถึงได้เห็นหน้าของเธออย่างชัดเจน ใบหน้าได้รูปทุกองค์ประกอบบนนั้นช่างงดงามไร้ที่ติ แต่เธอเอาแต่ปัดฝุ่นตามตัวออกจนไม่มองหน้าข้าเลยแม้แต่น้อย

“เจ้า…ไม่สิ เธอเป็นอะไรมากไหม?”

“ไม่เห็นหรือไง?”

ว่าจบเธอก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วเหมือนตกใจอะไรบางอย่างแล้วร้องลั่นออกมา

“เป็นอะไร”

“สาย…สายแล้ว”

เธอพูดละล่ำละลักแล้ววิ่งไปโดยไม่สนใจข้าอีก อลันซึ่งมาเห็นเข้าพอดี เขามองข้าอย่างสงสัยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ส่วนข้าเองก็ได้แต่มองตามหลังของเธอไป กลิ่นหอมจากตัวเธอยังติดอยู่ที่ปลายจมูกของข้า

“อลัน เจ้าได้กลิ่นหอมจากตัวนางหรือไม่?”

“ข้าไม่ได้กลิ่นอะไรเลย ข้าว่าท่านต้องหิวเป็นแน่”

“ข้าไม่ได้หิว แต่ได้กลิ่นจากตัวนางจริง ๆ”

ข้าเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดกลิ่นของเด็กสาวผู้นั้นถึงได้หอมกว่าของหวานซึ่งข้าอยากกินมากเสียกว่าตอนนี้ จนอลันกระแอมเรียกสติข้า

“ข้าว่านางอาจจะเป็นเนื้อคู่ของท่านก็ได้”

“เหตุใดเจ้าถึงคิดเยี่ยงนั้นล่ะ”

อลันนิ่งไปราวกับกำลังจะบอกเรื่องสำคัญมากถึงมากที่สุด ข้าลุ้นมากว่าเขาจะพูดว่าอะไร เอาจริงข้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แม้นเวลาจะผ่านไม่นานมากแล้วแต่กลิ่นของเด็กสาว ข้ายังจำมันได้ดี

“เผ่าของเราส่วนมากจะกินเลือดเป็นอาหาร” ข้าพยักหน้าเรื่องนี้ใครก็รู้กันอยู่แล้วแม้นว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์อื่นก็ยังรู้ แล้วมันยังไงล่ะ

“ปกติเลือดที่ท่านดื่มท่านได้กลิ่นหอมไหม?”

ข้านิ่งไปคิดตามคำของอลันจะว่าได้กลิ่น มันก็ได้อยู่ แต่มันก็เป็นกลิ่นคาวๆ ซึ่งข้าเองก็ไม่ได้ชอบมันเท่าไร ข้าจ้องเขาตาเขม่นให้รีบบอกมา มิฉะนั้นข้าจะจัดการเขาแทนของหวานตรงหน้า นั่นทำให้อลันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มพูดต่อ

“เผ่าของเราเชื่อกันว่าเลือดของเนื้อคู่จะมีกลิ่นพิเศษและเมื่อดื่มเข้าไปจะเป็นยาชั้นดีที่หาได้ยาก”

“ไร้สาระ”

ข้าตักของหวานตรงหน้าเข้าปากอย่างต่อเนื่องและคิดตามคำพูดของอลัน ทั้งที่ตัวข้าบอกว่ามันไร้สาระ จนตอนนี้ข้าก็ไม่อาจหยุดนึกถึงเด็กคนนั้นได้

อ่านต่อ

หนังสืออื่นๆ ของ Sozenro

ข้อมูลเพิ่มเติม

หนังสือที่คุณอาจชอบ

ซูเจิน นายหญิงแห่งพฤกษา

ซูเจิน นายหญิงแห่งพฤกษา

l3oonm@

“ท่านผู้อำนวยการคะ ทางทีมสำรวจแจ้งว่าคนไม่เพียงพอที่จะเข้าไปเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชในป่าเมืองเหอหนานค่ะ” ซูเจิน ที่ได้ยินก็หูผึ่งทันที เธอนั่งทำการอยู่ในห้องวิจัยตั้งแต่เรียนจบ ถึงตอนนี้ก็สี่ปีได้แล้ว ผู้อำนวยที่เข้ามาตรวจงานวิจัยล่าสุด ก็มองไปรอบห้อง เพื่อดูว่ามีใครต้องการเสนอตัวไปทำงานในครั้งนี้หรือไม่ แต่หลายคนที่เขามองไป ต่างหลบสายตาของเขา จะมีใครอยากออกไปเสี่ยงอันตราย เดินป่าขึ้นเขาให้เหนื่อยสู้นั่งทำงานในห้องปรับอากาศเย็นๆ ดีกว่า เมื่อไม่มีใครคิดจะเสนอตัว เขาจึงได้สอบถามหาผู้ที่สมัครใจทันที “มีใครอยากจะอาสาไปไหม” ไว้กว่าความคิด ซูเจินยกมือขึ้น “ฉันค่ะ” เพื่อนสนิทรีบดึงเสื้อของเธอเพื่อจะห้ามปราม “จะบ้าหรอ เธอไม่เคยไปสักครั้ง ไม่รู้หรือว่างานนี้เสี่ยงแค่ไหน” เสียงกระซิบของเสี่ยวชิง เอ่ยลอดไรฟันออกมา เมื่อปีที่แล้ว ที่ทีมสำรวจเดินทางเข้าไปที่ป่าเหอหนาน พื้นป่าที่ไม่อาจสำรวจได้อย่างทั่วถึง สร้างความท้าทายให้เหล่านักพฤกษศาสตร์จากทุกองค์กร แต่ไม่ว่าจะส่งเข้าไปกี่ครั้งก็ไปไม่ถึงป่าชั้นกลางเสียที แม้จะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเข้าช่วยเพียงได้ ก็สำรวจได้เพียงป่าชั้นนอก แถมยังพาชีวิตคนไปทิ้งอีกนับไม่ถ้วน ปีนี้ทางองค์กรของซูเจิน หยิบโครงการสำรวจป่าเหอหนานขึ้นมาใหม่ แต่กว่าจะหาทีมสำรวจได้ครบคนก็กินเวลาไปหลายเดือน ถึงตอนนี้คนก็ยังไม่พอจนต้องมาถามหาจากทีมวิจัยให้ช่วยเหลือ “คุณอยากไปจริงหรือ” เขาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “ค่ะ ฉันอยากลองทำงานนี้” ซูเจินยิ้มออกมา “ได้ อีกสองวัน คุณก็เตรียมตัวให้พร้อม” เมื่อมีคนเสนอตัวแล้ว ผู้อำนวยการก็ออกไปพบทีมสำรวจ เพื่อวางแผนการทำงาน ทั้งยังให้ซูเจินตามเขาไปเข้ารวมการประชุมในครั้งนี้ด้วย “เธอมันบ้าไปแล้ว” เพื่อร่วมงานต่างเดินเข้ามาหาซูเจิน แล้วตำหนิเธอที่กล้ายกมือเสนอตัว “เอาน่า ไว้กลับมาฉันจะเอาเรื่องสนุกมาเล่าให้พวกเธอฟัง” ซูเจินยิ้มหวานออกมา ก่อนที่จะเก็บของแล้วไปเข้าร่วมประชุมกับทีมสำรวจ สองวันต่อมาซูเจินก็แบกกระเป๋าเดินทางมาที่จุดนัดพบ เธอออกเดินทางด้วยรถตู้ขององค์กร พร้อมทีมสำรวจอีกเกือบยี่สิบชีวิต ยังดีที่เธอได้แบกกระเป๋าเพียงใบเดียว หากต้องแบกเต็นท์นอน อาหารด้วย คงได้เป็นภาระของคนอื่นอย่างแน่นอน ภายในป่าเหอหนาน น่ากลัวว่าที่ซูเจินคิดไว้เยอะ พอตะวันตกดิน หากไม่มีแสงไฟที่ทีมสำรวจนำมาด้วยคงจะมืดจนมองไม่เห็นอะไร เสียงแมลงทั้งสัตว์ป่าร้องตลอดทั้งคืน สร้างความหวาดกลัวให้กับคนที่ไม่เคยเข้าป่าสักครั้งอย่างเธอได้อย่างดี ยังดีที่เจ้าหน้าที่ผู้นำทางติดตามมาด้วยอีกหลายคน พวกเขาจึงได้อยู่ผลัดเปลี่ยนเวรยาม เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามาถึงตัวพวกเขา หลายวันที่อยู่ในป่า ซูเจินเก็บตัวอย่างพันธุ์ได้หลายชนิด แต่ทั้งทีม ยังเดินไม่หลุดป่าชั้นนอกเลย ยังดีที่อาหารที่เตรียมมาเพียงพอให้พวกเขาอยู่ไปได้อีกหลายวัน “เอ๊ะ” เข้าวันที่เจ็ดของการสำรวจป่า ซูเจิน เห็นดอกไม้แปลกตา ที่ขึ้นอยู่ท่ามกลางพงหญ้ารก เธอจึงเดินห่างจากกลุ่มทีมสำรวจเข้าไปดูทันที เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรได้ ระยะห่างที่อยู่ไกลจากพวกเขา หากร้องเรียกก็ยังได้ยินอยู่ เธอหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา พร้อมทั้งจดรายละเอียดก่อนที่จะดึงต้นไม้เก็บเข้าถุงเก็บตัวอย่างที่เตรียมมา แต่เมื่อมือของซูเจินสัมผัสไปที่ดอกไม้ เธอก็ต้องตกตะลึง เหมือนมีกระแสไฟวิ่งผ่านปลายนิ้วไปจนทั่วทั้งตัว “โอ๊ยย” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของซูเจิน เรียกความสนใจให้คนทั้งหมดรีบวิ่งมาทางที่เธออยู่ ซูเจินเห็นเพียงแสงสีขาวที่สว่างวาบไปทั่ว แล้วภาพตรงหน้าของเธอก็ดำมืดลง

ก็แค่เมียแต่ง

ก็แค่เมียแต่ง

เนื้อนวล

เธอรักแอบรักเขา และเลือกเขาเป็นเจ้าบ่าวเพียงคนเดียวในชีวิต แต่... เขาไม่ได้รักเธอเลย หัวใจของเขาโยนทิ้งลงในหุบเหวไร้รักไปนานแล้ว “อ๊ะ... พี่ใหญ่จะทำอะไรคะ...” “เข้าหอกับเธอไง” “เข้า... เข้าหอ?” “ใช่” ใบหน้างามของฟ้าลดาซีดขาว ดวงตายังคงเบิกโพล่ง ปากอิ่มเผยอตกใจ “ฟ้า... เอ่อ... ฟ้าไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะทำ...” “อะไรทำ” นี่เขาต้องให้หล่อนพูดมันออกไปทั้งหมดเลยอย่างนั้นเหรอ “ทำอะไร? ไหนบอกมาสิ” หล่อนสะดุ้งโหยง เมื่อเจ้าของตักแกร่งที่หล่อนนั่งทับเค้นเสียงดุดันรดใบหน้า “ก็... ทำ... ทำแบบนั้น” “ถ้าเธอหมายถึงเซ็กซ์ล่ะก็ แน่นอนฉันต้องทำมันอยู่แล้ว” “พี่ใหญ่!” “ก็ในเมื่อมันเป็นคืนแต่งงานของเราสองคน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้มีความรู้สึกใดซ่อนเร้นอยู่เลย “หรือว่าเธอคิดว่าการแต่งงานของเรา จะไม่มีการเข้าหอ” “คือฟ้า... ฟ้า...” หล่อนก้มหน้าหลบสายตาคมกริบ และพยายามที่จะพูดต่อจนจบ "ฟ้า... ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะทำแบบนั้นด้วย...” “ฉันจะทำ จะมีเซ็กซ์กับเธอในคืนนี้” “ตะ... แต่พี่ใหญ่เกลียดฟ้า...” เสียงของหล่อนแผ่วเบาไม่ต่างจากลมหายใจเลย “ฉันจะรู้สึกอะไรมันไม่สำคัญหรอก เพราะฉันหนีชะตากรรมที่เกิดจากปลายนิ้วของเธอไม่พ้น ดังนั้นฉันก็ควรจะได้รับความผ่อนคลายจากเรื่องบ้าๆ นี้บ้าง จริงไหม ฟ้าลดา”

มิตรพิศวาส (คุณเพื่อน ยอดยาหยี)

มิตรพิศวาส (คุณเพื่อน ยอดยาหยี)

Honey Orapim

"จะออกไปไหนน่ะเล่ย์ ข้างนอกอากาศเย็น เล่ย์ไม่สบายอยู่นะ" เธอบอกเสียงอ่อนโยน "เรื่องของเล่ย์ เล่ย์ก็จะไปตามประสาคนโสด" เขาตอบอย่างงอนๆ "เป็นอะไรอีกฮะ อย่ามาเอาแต่ใจกับลินนะ ลินไม่ชอบ" บอกเสียงเข้ม พลางจ้องหน้าเขาเขม็ง "ใครจะไปดีเหมือนไอ้นพล่ะ" "หยุดพูดถึงนพแบบนั้นนะ ทำไมเล่ย์ต้องพาดพิงถึงเค้า" "เล่ย์เป็นเพื่อนลิน เล่ย์ก็ต้องพูดถึงแฟนลินได้สิ ทำไม หรือเพื่อนคนนี้มันไม่มีสิทธิ์ ใช่สิ เล่ย์มันก็แค่เพื่อนนี่ เพื่อนที่ลินไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา" เขาว่าเธอระรัวอย่างที่ไม่เคยทำมานานแล้ว "นี่เล่ย์ไปกันใหญ่แล้วนะ นพเค้าไม่ใช่แฟนลิน นพเค้ามีคนรักอยู่แล้ว ทำไม เป็นเพื่อนลินมันไม่ดีตรงไหน หรืออยากจะเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นผัวหรือไง ฮะ" พัฒนะอ้าปากค้าง หน้าขึ้นสีเข้มขึ้นมาทันใด เมื่อเจอคำพูดตรงไปตรงมาแบบนั้น ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นเรียบเฉย เมื่อเข้าใจว่าเธอแค่หวง กลัวเขาจะไปเที่ยวเตร่เดินควงสาวอื่นๆ เหมือนที่แล้วๆ มา ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งมากมายกว่านั้น

รอยรักร้าย

รอยรักร้าย

นลพรรณ

ผ่านมาเกือบสี่ปี แทบไม่มีวันไหนเลยที่เราไม่คิดถึงเขา... กระบอกตาร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงวันที่อ่านข้อความจากเขา มันเป็นข้อความสุดท้ายที่เขาตอบกลับมาหลังจากที่หล่อนทักไปหาเพื่อจะบอกเรื่องสำคัญ ไปรยาจดจำได้ทุกจังหวะความคิดและความรู้สึกในเวลานั้น หล่อนไม่เคยลืมมันได้เลย... พลันเสียงเจื้อยแจ้วที่แสนคุ้นเคยก็ดึงหญิงสาวให้ออกจากความหม่นหมอง 'แม่กุ๊บกิ๊บคร้าบ แม่กุ๊บกิ๊บอยู่หนาย คุณตาพาอชิไปซื้อขนมมาเยอะแยะเลยคร้าบ' สำหรับไปรยา ไม่ใช่เวลาหรอกที่ช่วยเยียวยารักษาแผลในใจ แต่เป็นเด็กชายอชิระผู้เป็นแก้วตาดวงใจของหล่อนต่างหาก --------------- “หนูอยู่บ้านนี้ใช่ไหม” “ใช่ครับ นี่บ้านของอชิ” “แล้วพ่อเราไปไหน” “อชิไม่รู้ครับ แต่อชิมีคุณตาตัวใหญ่ๆ ใหญ่กว่าคุณลุงด้วย อชิไม่กลัวคุณลุงหรอก” “พ่อเราหนีไป ไม่อยู่เลี้ยงเราใช่ไหม” เพิ่งรู้ตัวว่าตนใจร้ายเกินไปก็ตอนที่เห็นดวงหน้าเล็กนั้นเบ้ ทำท่าจะร้องไห้ แต่น้ำตาก็ไม่ได้ไหลออกมา เพราะเจ้าตัวฮึบไว้ได้ทัน ก่อนจะมองแรงมายังเขา ทั้งที่น้ำใสๆ ยังรื้นหน่วยตา “อชิโป้งคุณลุง ไม่ให้คุณลุงมาบ้านอชิ”

บท
อ่านเลย
ดาวน์โหลดหนังสือ